วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568

มรดกโลก ข้อเสนอจากพื้นที่ลำนางรอง

ข้อเสนอแนะจากพื้นที่

     เวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ “การบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ” โดยคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่มรดกโลก

     การบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่ยังเป็นเรื่องของการพัฒนาอย่างสมดุล ทั้งในมิติของชุมชน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเวทีประชุมครั้งนี้ได้รวบรวมข้อเสนอแนะจากภาคพื้นที่เพื่อสะท้อนปัญหา อุปสรรค และแนวทางปรับปรุง ดังนี้

1. ขาดยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

องค์กรที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถกำหนดทิศทางการทำงานให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ ทำให้การดำเนินงานขาดความต่อเนื่องและเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน

2. การสนับสนุนงานวิจัยและองค์ความรู้ยังไม่เพียงพองานวิจัยและการวิเคราะห์เชิงลึก ทั้งการเปรียบเทียบป่าภายในประเทศและต่างประเทศยังมีน้อย รวมถึงการส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่คนรุ่นใหม่ผ่านตำรา การฝึกอบรม หรือกิจกรรมการเรียนรู้ยังไม่ทั่วถึง

3. กฎหมายกลายเป็นข้อจำกัดมากกว่ากรอบสนับสนุน

ประกาศ กฎกระทรวง และระเบียบต่างๆ มีจำนวนมากและซับซ้อน จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของชุมชนและเจ้าหน้าที่ จำเป็นต้องมีการทบทวนและปรับปรุงให้เอื้อต่อการปฏิบัติจริง

4. การพัฒนาไม่สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณ

เมื่อพื้นที่ป่าไม่ได้เป็นที่พึ่งพาของประชาชนในพื้นที่ และการพัฒนามีข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงควรมีการวางแผนและวิจัยที่สอดรับกับแผนพัฒนาประเทศในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการทำงานเฉพาะหน้าตามรอบงบประมาณ

5. ปัญหาป่าเอกชนหลังสิ้นสุดสัมปทานปลูกยูคาลิปตัส ป่ายูคาลิปตัสไม่ได้เอื้อต่อระบบนิเวศอย่างแท้จริง จึงควรมีการพิจารณาว่าหลังสิ้นสัมปทานควรปรับพื้นที่ไปสู่ป่าธรรมชาติหรือรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

6. การจัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า

ปัญหาช้าง หมี หรือเสือที่ทำร้ายมนุษย์ เป็นความท้าทายสำคัญ จึงควรหาวิธีบริหารจัดการที่มีทั้งเหตุผลและความเมตตา เพื่อให้ทั้งคนและสัตว์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล

7. ทำให้ป่าเป็นประโยชน์ต่อชุมชนอย่างรอบด้าน

ป่าควรสร้างคุณค่าแก่ชุมชน ทั้งในด้านวิถีชีวิต การท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ แต่หากกฎหมายและองค์กรปัจจุบันยังมีข้อจำกัด ควรพิจารณาจัดตั้งองค์กรใหม่ที่ทันสมัย มีข้อมูลครบถ้วน และสามารถสื่อสารต่อสาธารณะได้อย่างโปร่งใส


วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

เมื่อวาระ 4 ปี 2568

 4 ปีแห่งการฟื้นคืนชีพท้องถิ่น: เมื่อ "ลำนางรอง" ลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อประชาชน

หลังจากความเงียบงันที่ยาวนานกว่า 8 ปี การปกครองท้องถิ่นก็ได้หวนคืนมาอีกครั้ง พร้อมกับลมหายใจใหม่ที่พัดพาความหวังมาสู่ชาวบ้าน การบริหารจัดการที่คล่องตัวขึ้น ทีมงานที่เปี่ยมด้วยพลัง และผลงานที่จับต้องได้มากมาย ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า 4 ปีที่ผ่านมา ณ องค์การบริหารส่วนตำบลลำนางรอง ไม่ใช่เพียงการกลับมา แต่คือการยกระดับสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าทวีคูณ

จาก อบต. ขนาดเล็กสู่ "ลำนางรอง" ขนาดกลาง: ก้าวสำคัญเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

การก้าวขึ้นสู่การเป็น อบต. ขนาดกลาง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาท้องถิ่น สิ่งนี้เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้โครงการต่างๆ สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หัวใจหลักของการทำงานคือการยึดโยงกับ "ความสุขความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนของพี่น้องประชาชนชาวตำบลลำนางรองเป็นที่ตั้ง" โดยมีพันธกิจสำคัญ 3 ประการคือ:

 * ทุกข์ยากของประชาชนต้องมาก่อน: การรับฟังและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนคือสิ่งสำคัญอันดับแรก

 * วิถีชีวิต วิถีคิด: การส่งเสริมวิถีชีวิตและภูมิปปัญญาดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 * โครงสร้างพื้นฐานและบริการขั้นพื้นฐาน: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

นโยบายเด่นเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น: โครงการที่จับต้องได้และเห็นผลจริง

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา อบต. ลำนางรอง ได้ริเริ่มและขับเคลื่อนนโยบายที่หลากหลาย ซึ่งล้วนแต่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง:

 * อาหารและโภชนาการปลอดภัย: นโยบายนี้ถูกเน้นย้ำผ่านการเชื่อมโยงโครงข่ายวิสาหกิจชุมชน และศูนย์กระจายสินค้า เพื่อส่งมอบอาหารปลอดภัยไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้ง 7 แห่ง สร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับเด็กๆ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา

 * รถรับส่งนักเรียนยากไร้และห่างไกลสถานศึกษา: โครงการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และทำให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกัน ควบคู่ไปกับนโยบาย อาหารเช้า ที่ช่วยเติมเต็มพลังงานให้เด็กๆ พร้อมสำหรับการเรียนรู้

 * การรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สิน: อบต. ได้จัดตั้งศูนย์ อปพร. และติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อสร้างความอุ่นใจและเพิ่มความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในทุกพื้นที่

 * โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง: การพัฒนาถนนหินคลุกในทุกหมู่บ้าน ถนนคอนกรีต และการวางท่อระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน

นโยบายและพันธกิจเหล่านี้ล้วนสอดคล้องและเชื่อมโยงกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อันเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนประเทศ

ความท้าทายและการต่อสู้เพื่อ "การกระจายอำนาจที่แท้จริง"

แม้จะมีความสำเร็จมากมาย แต่การทำงานของ อบต. และการปกครองท้องถิ่นโดยรวมยังคงเผชิญกับข้อจำกัดมากมายจากกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่ซับซ้อน ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น ปัญหาภัยช้างป่า ที่สร้างความเสียหายแก่พืชผลการเกษตร, ปัญหาโครงสร้างด้านชลประทานและแหล่งน้ำขนาดใหญ่, ปัญหาที่สาธารณะในเขตป่า และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนเป็นสิ่งที่ท้องถิ่นพยายามแก้ไข แต่ก็มักติดขัดด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและงบประมาณ

หลายครั้งที่งบประมาณถูกส่งผ่านลงมาในลักษณะที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อเกษตรกรและประชาชนอย่างแท้จริง เช่น งบประมาณอาหารกลางวันโรงเรียนประถมศึกษา หรือการจัดซื้อนม ที่ต้องรอโควต้าจากส่วนกลางโดยที่มิได้เกื้อหนุนเกษตรกรในพื้นที่อย่างจริงจัง รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการน้ำแห่งชาติและคณะกรรมการน้ำภูมิภาค ที่ดูเหมือนจะยิ่งริดรอนสิทธิ์ของท้องถิ่น แทนที่จะเป็นการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง คำถามตัวโตๆ ที่ยังคงก้องอยู่ในใจคือ "ไหนที่ว่ากระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น?"

เมื่อมองกลับไปที่หน่วยงานตั้งแต่กระทรวง กรมกอง มักพบว่าต่างคนต่างดำเนินการ ไม่ได้มีการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ได้มียุทธศาสตร์องค์กรที่ชัดเจน หรือแม้แต่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล สิ่งเหล่านี้สร้างปัญหาและความยากจนซ้ำซ้อนให้กับประชาชน รากหญ้าไม่ได้รับการกระตุ้นให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ไม่เกิดการจ้างแรงงาน สิ่งที่ประชาชนได้รับมีแต่เพียงนโยบายลดแลกแจกแถม หรือนโยบายแจกเงินต่างๆ ซึ่งล้วนแต่สร้างความอ่อนแอในการพึ่งพาตนเอง และบั่นทอนภูมิต้านทานทางความคิดของประชาชน

การเมืองกับการพัฒนา: คำถามที่ยังรอคำตอบ

ทุกครั้งที่การเลือกตั้งวนมาถึง การเมืองมักกลายเป็นเพียงการลงทุนที่มุ่งผลตอบแทน และการต่อรองเพื่อแบ่งเค้กแย่งกระทรวงกันอย่างวุ่นวาย ท้ายที่สุด เยาวชนของชาติกลับขาดโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการแข่งขันในเวทีนานาชาติ หรือแท้จริงแล้ว... ความยากจนขัดสนของผู้คนคือความมั่นคงทางการเมืองของผู้นำหลายๆ คน? นี่คือคำถามที่เราทุกคนต้องร่วมกันหาคำตอบ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทย

คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่การปกครองท้องถิ่นควรเร่งพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของประชาชน?


วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ข้อจำกัดเสนอ จาก ลำนางรองประเด็นข้อจำกัด

ข้อจำกัดเสนอ จาก ลำนางรอง
ประเด็นข้อจำกัด
1. วิธีจัดซื้อจัดจ้าง ต้องให้สามารถ รวม ศูนย์เพื่อให้สอดรับกับครัวกลางและเปิดกว้างให้วิสาหกิจสามารถดำเนินการได้ให้นิติบุคคลได้บุคคลธรรมดาได้
2. โครงสร้างของ สภาอาหาร ชุมชน ไม่มีระเบียบรองรับ ศูนย์กระจายสินค้า ยังไม่สามารถ ตั้ง งบประมาณจ่าย และใช้สอย ได้โดยตรง เพราะไม่มีที่อื่นเขาทำ วิสาหกิจเองก็เช่นกันในทางปฏิบัติเข้าจริงๆ ไม่มีกลุ่มไหนเข้มแข็งพอ ที่จะให้ท้องถิ่นอุดหนุนได้ หรือไม่กล้าอุดหนุน ในทางปฏิบัติ
3. การขับเคลื่อนไปพร้อมๆกับโรงเรียนในพื้นที่ สพฐ กับชุมชน เราไม่สามารถ อุดหนุนโรงเรียนได้ จัดทำโครงสร้างงบลงทุน หรือแม้แต่เครื่องกรองน้ำ ก็ทำไม่ได้ แนวทาง วัดบ้านโรงเรียน จึงไม่ได้เกิดขึ้นจริง ในทางปฏิบัติ
4. การกระจายอำนาจแท้จริงนั้นไม่ได้เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง งบประมาณ อาหารกลางวัน ก็แค่ทางผ่าน เรื่องนมเกษตรกรในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์ ต้องรอใบแจ้งจัดสรรว่าผู้ใดจะส่งนม จึงสามารถดำเนินการได้ แม้แต่แหล่งน้ำ โครงสร้างพื้นฐานก็มักเป็นงบประมาณเฉพาะกิจ แหล่งน้ำก็เป็นคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ กรรมการน้ำภูมิภาค และกรรมการระดับจังหวัด หากองคาพยพ ทั้งงบประมาณรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สามารถเอื้อ เกษตรกรในพื้นที่ ให้เข้มแข็ง สามารถเอื้อให้ท้องถิ่นได้เข้มแข็ง ในทุกๆด้าน เชื่อว่า GDP น่าจะเพิ่ม อย่างน้อย 1%
5. ส่วนงานเกษตร และปศุสัตว์ มีลักษณะฉาบฉวย และไม่ได้ร่วม กับท้องถิ่นอย่างแท้จริง ต่างคนต่างทำ ท้องถิ่น ไม่สามารถทำได้ในหลายด้าน เช่นตลาดโคกระบือ โรงฆ่าสัตว์ เพราะการถ่ายโอน การกระจายอำนาจ ยังไม่ชัดเจน และองค์ความรู้ของท้องถิ่น ด้านเกษตรปศุสัตว์ และอำนาจก็ไม่เพียงพอ ในบทบาทหน้าที่
6. กิจกรรมเชิงพาณิชย์ ในพื้นที่ หากอบตไม่ขับเคลื่อน ก็ยากที่ชาวบ้านจะดำเนินการเองได้ และกรอบของบทบาทหน้าที่ ควรจะมีมากกว่านี้ และ การมีส่วนร่วม ของหอการค้า และพาณิชย์จังหวัด น่าจะมีส่วนบูรณาการมากขึ้น
7. โครงการอาหารกลางวัน ควรจะมอบให้ท้องถิ่น จัดการอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ส่งผ่าน ให้คุณครู และโรงเรียน เป็นคุณครูมืออาชีพ แยกการบริหาร โดยเฉพาะ เรื่องอาหารและโภชนาการ ออกมาอย่างชัดเจน ให้ท้องถิ่น เป็นเจ้าภาพ
8. ควรจัดให้มี สภาอาหาร ระดับท้องถิ่น ในแต่ละอำเภอ
9. ควรปรับมาตรฐาน การรับรอง ทั้งด้านเกษตร ด้านอาหารและโภชนาการ ให้มีเกรดและระดับ เพื่อ สอดรับกับคุณภาพที่ตั้งธงไว้ และท้องถิ่นสามารถปฏิบัติได้ อย่างน้อยก็นับหนึ่งไปก่อน เพื่อจะได้รู้ ว่า เราอยู่นะ จุดไหน คุณภาพเป็นอย่างไร กระทบผู้บริโภคแค่ไหน
10. ฝ่ายปกครอง ต้องปรับการทำงาน เรื่องการขับเคลื่อน แนวนโยบาย ควรฟังท้องถิ่น ส่วนฝ่ายปกครอง ก็กำกับ บัญชาการสายงานให้สอดรับ
11. ควรจะ มีคำสั่งให้ชัดเจน ว่าหน่วยงานไหน กลไกอะไร ในการตรวจสอบ ระบบอาหาร ในโรงเรียน สพฐ ส่วนท้องถิ่นอบต มีหลายหน่วยงาน เช่น คณะกรรมการท้องถิ่นจังหวัด สตง ปปท ปปช

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568

คนไทยทำไมต้อง "พอเพียง"


      สังคมไทยมีลักษณะโครงสร้างแบบครอบครัวขนาดใหญ่ อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินที่สมบูรณ์ด้วยน้ำและความหลากหลายทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ต่างจำเป็นต้องพึ่งพาฟ้าฝนเป็นอย่างมาก เพราะอาชีพของผู้คนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดของสังคมไทยเป็นสังคม"เกษตรกรรม"ในยุคแรกเริ่ม ฉนั้นความมั่นคง และความมั่งคั่งทั้งหลายไม่อาจชีวัดด้วยเงินมาแต่แรก หากแต่วัดกันที่ เรือกสวนไร่นา ช้าง,ม้า,วัว,ควาย,ยุ้งฉางมีข้าวเต็ม ที่เปรียบแล้วดั้งทรัพย์สินหมุนเวียนและทรัพย์สินถาวร ที่มีค่าทวีตามวันเวลา ตราบที่ไม่เดือดร้อน การพึงพากันจึงเป็นดังการแลกเปลียน การทดแทนคุณค่า ให้เท่าเทียม แม้แต่ยามที่ต้องไปสู่ขอแต่งงาน ยังต้องทดแทนคุณค่ากันด้วยสินสอดที่เป็น ช้าง,ม้า,วัว,ควาย,ที่นาเป็นต้น
      ซึ่งต่างจากสังคมตะวันตกส่วนใหญ่ที่เติบโตมาจากการให้ความสำคัญกับนักปราชญ์,นักบวช และผู้ทรงภูมิปัญญาทั้งหลาย อาศัยความได้เปรียบในแง่ต่างๆแย่งชิงประเทศอื่นๆเป็นเมืองขึ้น แล้วเอาทรัพยากรไปใช้ ทั้งในแง่การค้า,การผูกขาด,กดดันเอาสัมปทานในรูปแบบต่างๆ มีสังคมแบบผู้ดี ฟุ้งเฟ้อ มาแต่แรก และเติบโตด้วยการค้าแบบได้เปรียบมาตลอด เพราะไม่สามารถยืนอยู่ด้วยทรัพยากรของตัวเองมาแต่แรก ด้วยสภาพดิน ฟ้า อากาศ ไม่ได้เอื่อการการทำการเกษตร
      ถึงตอนนี้แล้วอาจไม่ต้องตอบด้วยซ้ำว่า "คนไทยทำไมต้องพอเพียง" เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทยไม่ใช่ต้นทุนต่ำ แต่มันไม่มีต้นทุนด้วยซ้ำ แม้ยามจะกินก็พริก ผักข้างบ้านริมรั้ว ยามฝนก็มีเห็ดมีพืชผักในป่า หาปลาในหนองน้ำ,กบ,เขียด, กระปอม อื่นๆเยอะแยะ 
      เอาละถึงตอนนี้หลายอย่างมันเปลียนไปไม่เหมือนเดิมจะมาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร ที่จริงแล้วรากเหง้าของปัญหาที่สำคัญของสังคมแบบ "บริโภคนิยม" หรือสังคมระบบทุนนิยมก็คือการเร่งเร้าให้เกิดการใช้จ่าย การบริโภค ซึ่งขัดกับกับหลักโครงสร้างทางสังคมไทยที่เน้นการพึ่งพาอาศัยกันและกัน การพึงพาตนเอง ความเป็นอยู่อย่างพอเพียงแต่มั่นคง มั่งคั่งโดยตัวมันเอง เมื่อระบบบริโภคนิยม เข้ามาแล้วความอยากมี อยากได้ มันสดวก มันสบายก็เข้ามาในชีวิต วิถีที่ดีงามก็เริ่มถูกมองข้าม รากเหง้าที่เป็นกรอบทางสังคม กรอบทางประเพณีวัฒนธรรมก็เริ่มเลือนหาย และเมือกรอบทั้งหลายมันเลือนหายและผุพัง คนก็ไม่อยู่ในวิถีที่จะดีได้เหมือนเดิม เมือสามัญสำนึกมันเริ่มแผ่วเพราะความจำเป็นในภาระการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ย,ค่างวด,หนี้สิน คนจึงมีต้นทุนสำหรับคำว่าดี เพราะปากกัดตีนทีบ ทำอย่างไรก็ต้องให้ได้มา มีอยู่วันหนึงไปทุ่งนากับลูกหลานคนในเมือง นึกขึ้นได้ว่าเด็กรุ่นหลังๆในเมืองรู้จักแต่ข้าวสวยร้อนๆในหม้อหุงข้าวไฟฟ้า จึงชีไปที่ต้นข้าวในทุงนาแล้วบอกว่า "นีแหละที่เป็นข้าวสวย"ให้พวกเองกิน มันมองหน้าสองครั้งแล้วสายหน้า พร้อมกับยิ้มแบบเด็กน้อยไร้เดียงสาแล้วพูดว่า "ไม่เชื่อ ไม่เห็นเหมือนเลย" ผมงงอยู่พักหนึง เรามาถึงจุดนี้ได้ไง
      ขออ้างถึงพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 เรื่องทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง แม้จะไม่ได้รู้อะไรลึกซึ้ง แต่ก็พอทราบ ใช้หลักเดียวกันคือซีกรายได้มันต้องเท่ากับซีกรายจ่าย ถ้าไม่เท่าก็แปลว่าติดลบและชีวิตจริงมันลบไม่ได้ ถึงยังไงมันก็ต้องหามาเติม แรกๆก็หากู้,ยืม, ทั้งนอกทั้งในระบบ พอหนักเข้าก็เสี่ยงโชคเริ่มจากหวยใต้ดิน,ล็อดเตอรี่ หนักเข้าก็ไพ่,ไฮโรในงานศพตามชุมชน สุดท้ายก็เข้าบอนตามชายแดนเยอะเยะมีรถรับส่งฟรี บางคนก็โชคดีไปถูกหวยถูกลอ็ดเตอรี่ได้เงินก้อนมา แต่ก็เหมือนทุกข์ลาภไม่นานก็หมดชีวิตติดลบ เพราะอะไร เพราะคนไทยไม่ใช่คนค้าขายไม่ได้มีรากเหง่าบริโภคนิยม บริหารเงินไม่เป็นขาดสิ่งที่เรียกว่า Nkow how แต่หากอยู่ในเวทีมวยไทย หรือเกษตรกรไทย ก็ไม่อาจมีชาติใดในโลกที่ทัดเทียมคนไทยได้เช่นกัน

                                                                                                     สมชาย นามขยัน
  18 เม.ย. 2561




ถนนสายลำนางรอง "348"

    เพราะ 348 คือถนนหนึ่งในสองเส้นที่ถูกตัดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งของมหาสงครามเอเซียใต้ ใน
ยุคที่ประชาธิปไตยกำลังฟัดกันกับระบอบคอมมิวนิส นอกเหนีอจากถนนมิตรภาพที่อเมริกาช่วยสร้างขึ้น
แม้ว่าถนน 348 จะมีระยะเชื่อมต่อไปย้งอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้วในปัจจุบันเป็นระยะทางเพียงสั้นๆ
50 กิโลเมตรก็ตาม แต่เป็นเส้นทางที่มีเรื่องราวและความเป็นมาที่ลึกซึ้งและยาวนานกระทั้งปัจจุบัน
    ถนน 348 ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางดงระเบิด ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าทึป แม้ตอนนั้นจะมีการแผ้วถางทำไร่กัน
แล้ว แต่กว่าจะเป็นถนนเส้นนี้ได้ก็ต้องสูญเสียทั้งผู้คนราษฎร,เจ้าหน้าที่,เครื่องจักร เป็นจำนวนมาก แต่สิ่ง
ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของถนนเส้นนี้ก็คือ "ช่องเขาตะโก" จุดที่เรียกว่าผาแดงในปัจจุบัน ซึ่งเป็น
ลักษณะช่องแคบ ด้านบนเป็นผาสูงเหมาะแก่การซุ่มยิง และโรยตัวมาดักปล้น ทำให้เกิดการปะทะและ
สูญเสียขึ้นบ่อยครั้ง จนเป็นที่มาของหมู่บ้านหนองเสม็ดและสถานีอนามัย ตอนนั้นชาวบ้านเริ่มเข้ามาอยู่
อาศัยกันพอสมควรแล้ว ราวสี่หมู่บ้าน(ป่าไม้,คลองโปร่ง,ลำนางรอง,โคกเพชร)ซึ่งหลายครั้งที่ชาวบ้านถูก
จับ ถูกปล้น กระทั้งถึงกับเผาหมู่บ้านกันทีเดียว(บ้านโคกเพชร) ผู้คนต่างแตกกระเจิงขึ้นมาพำนักที่บ้าน
โนนดินแดง(ขณะนั้นยังไม่เป็นอำเภอ) นี่เป็นพอสังเขปกว่าจะเป็นถนน 348 ก็ต้องสูญเสียเจ้หน้าที่,ทหาร
ชาวบ้านเป็นจำนวนมากจนเป็นที่มาของการสร้างอนุเสาวรีย์เราสู้ในปัจจุบัน
    ถนน บร.348 ถูกปิด 2 ครั้งครั้งแรกเกิดการบุกรุกตั้งหมู่บ้านในเขตป่าดงใหญ่ จนชาวบ้านในเขตพื้นที่
โดยเฉพาะบ้านหนองบอน และบ้านฐานเจ้าป่าต้องประท้วงขับไล่และปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ กระทั้งเกิด
การประท้วงปิดกันถนน 348 ขึ้นซึ่งหลังจากนั้นจึงนำมาซึ่งการตกลงถอยคนละก้าว มีเส้นแบ่งกันระหว่าง
ป่ากับบ้านหนองบอนเกิดขึ้น และยุบหมู่บ้านที่ตั้งอาศัยในเขตป่าดงใหญ่ออกซึ่งก็พอเห็นร่องรอยได้บ้าง
ตามกาลเวลา และครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อมีการปักเขตอุทยานแห่งชาติแบบมัดมือชก ไม่มีชาวบ้านคนใดรู้
เห็นหรือทราบข่าวคราวล่วงหน้ามาก่อนเห็นแต่เพียงหลักคอนกรีตที่ระบุว่าเป็นเขตอุทยาทแห่งชาติฯวาง
เกลื่อนอยู่ข้างทาง จนเกิดการประท้วงเรียกร้องปิดถนน
   ถนนสาย บร.348 เป็นถนนเส้นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และเป็นถนนสายเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงระหว่างภาค
ตะวันออกและภาคอีสานโดยเฉพาะอีสานตอนล่าง มีชายแดนติดประเทศเขมร และต่อไปยังประเทศลาว
ได้ใก้ลที่สุด ซึ่งทวีความสำคัญขึ้นทุกวันโดยเฉพาะนโยบายที่สำคัญของหลายรัฐบาล คือเขตเศรษฐกิจ
อาเซียนหรือ AEC อันเป็นส่วนสำคัญที่จะก้าวสู่ความเจริญยุค 4.0 ดูจากความหนาแน่นของการจราจร
ในช่วงปกติที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างวันหยุดปีใหม่,สงกรานต์ รถแทบไม่มีช่อง
จราจร ติดขัดจนกระทั้งทางอำเภอและท้องถิ่นต้องจัดเวรยามดูแลความปลอดภัยกันเป็นประจำ จะเห็นได้
ชัดเจนมากขึ้นเมื่อมีอุบัติเหตุที่ช่องเขาตะโก รอยต่อกับจังหวัดสระแก้ว รถจะตกค้างยาวเหยียดนับสิบ
กิโลเมตร ที่เป็นเช่นนั้นเพราะไม่มีเส้นทางอื่นที่ใกล้กว่า ไม่ว่าจะเป็นเส้นมิตรภาพ-สระบุรี,หรือโคราช-
จันทบุรี
     แต่มาวันนี้ความเดือดร้อนของผู้คนในเขตสองข้างทางหรือ อำเภอโนนดินแดงทั้งอำเภอ ได้รับความ
ทุกข์ร้อนโดยเฉพาะจาก "ช้าง" ออกมาทำลายพืชผลที่ปลูกใว้ไม่เว้นแต่ละวัน แม้ว่าในป่าจะมีความ
สมบูรณ์อยู่มากก็ตามที่เป็นเช่นนั้นเพราะช้างมีจำนวนมากเหลือเกิน มันคงต้องมีผู้เกี่ยวข้องเอามาปล่อย
แน่ๆไม่เช่นนั้นมันคงไม่มากมายขนาดนี้ และช้างพวกนี้ไม่กลัวคน หากินตามบ้านแทบทุกวัน ทุกหมู่บ้าน
ต้องเจอหมด แต่มาบัดนี้มีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกความหลายหลายทางธรรมชาติ และเสนอให้
ยกเลิกการขยายถนนสายนี้โดยสิ้นเชิง แล้วความเดือดร้อนของผู้คนละที่ต้องขึ้นลงขนส่งสินค้าและ
สินค้าการเกษตรไปมาหาสู่กัน ที่ได้ทำประชาคมถามความจำเป็นซ้ำซาก และที่จะเป็นศูนย์กลาง AEC
ล่ะหากเป็นมนุษย์แล้วไม่รู้จักคำว่า "การพัฒนา" มันก็คงต้องถอยเข้าป่าไป เพราะไม่เข้าใจแนว
"นโยบายแห่งรัฐ" ไม่รู้จักพัฒนาการอยู่ร่วมกัน "คนกับป่า" คงไม่มีประโยชน์ถ้าเป็นมรดกโลกฯแบบไม่
เข้าใจ แก้ปัญหาแบบกำปั้นทุบดินปิดหูปิดตาประชาชน ระวังเมื่อวันหนึ่งมันระเบิดขึ้นมาปัญหาที่ปิดใว้
ตัวใครก็ตัวมันละครับ

เลือกตั้งกันทีทำไมต้องมีซื้อเสียงขายสิทธิ์


       เหมือนจะอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน 
ตั้งแต่สมัยก่อนที่ประชาธิปไตยยังไม่เต็มใบมี
ทั้งแจกน้ำปลา,ปลากระป๋องบางคนเป็นผู้แทน
ผูกขาด เพราะเริ่มจากการแจกลูกเป็ด,ลูกไก่ 
หลายคนโทษคนอีสานทั้งที่มีกันทั้งประเทศ 
ว่าไอ้ที่มันวุ่นวายโกงบ้านโกงเมืองกันอยู่นี้ก็
เพราะมีการซื้อขายเสียง ทั้งประท้วงเรียก
ร้อง,ทั้งกีฬาสีเสื้อ บ้านเมืองไม่ไปใหนกันสักที
เหมือนวนอยู่ในอ่าง แล้วเหตุใดสิ่งเหล่านี้จึงไม่
หมดสิ้นไปจากเมืองไทยสักทีแล้ว
ประชาธิปไตยแบบไทยๆที่สงบนิ่งสักทีจะมีใหม 
แล้วทำไมยังมีการซื้อขายเสียงกันอยู่ 
ไม่อายนานาชาติเขาบ้างหรือไร 
เราจะมาดูกันว่ารากเหง้าแท้จริงคืออะไร
        ในแง่ของผู้สมัครเมื่อลงสู่สนามเลือกตั้งก็
จำต้องทำทุกวิถีทางเพื่อกำชัยชนะ เพราะ
เลือกตั้งแต่ละครั้งฐานผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีเป็น
แสนคนที่ต้องแย่งกัน เอากันเหนียวกันจริงๆขั้น
ต่ำก็ต้องทำการบ้านระดับ 5-6 หมื่นคะแนน และ
ก็ไม่ใช่ว่าจะได้ทั้งหมดอย่างเก่งก็ได้ผล
แค่ระดับ 35-40% ก็ขันเทพแล้ว และธรรมชาติ
ของพฤติกรรมคนไทยมันไม่ค่อยยอมรับ คน
อื่น แปลกหน้าโดยง่าย ต้องมีคนพูดถึงกล่าวถึง 
มีแรงเชียร์ จึงเป็นช่องว่างให้แก่ผู้มีประโยชน์ 
กับผู้สมัครได้ทำงานได้ออกแรงเชียร์ และ
ผู้ที่ทำหน้าที่นี้จำเป็นต้องมีบารมีมีทั้งพระเดช ,
พระคุณ เป็นคนกว้างขวางในพื้นที่ เพราะนิสัยคนไทย 
ขี้เกรงใจ เคารพผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจเหนือกว่า
        จึงเป็นที่มาของความซับซ้อน ในสังคมไทย
เพื่อที่จะซื้อใจตัวแทนหรือหัวคะแนน ก็
จำเป็นต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อเอื่อประโยชน์ไม่
ว่าจะเป็นงบประมาณแผ่นดิน การผลักดัน
การเมืองท้องถิ่น ตลอดจน ฝากลูกฝากหลาน 
เข้าทำงานท้องถิ่น หรือสอบบรรจุ เพื่อเป็นฐาน
คะแนนเสียงและยังเป็นความซับซ้อนต่อไปอีก
เมื่อเข้าทำงานนะที่หน่วยงานใด ก็จะเหมือนสั่ง
ได้ พฤติกรรมก็เหมือนนายว่าขี้ข้าพลอย จาก
ไม่ชัดก็ชัด จากผิดก็ดูให้เหมือนถูก เพราะการ
ใช้งานการเลือกตั้งนั้น ไม่ใช่เงินบาทสองบาท 
ต่อหัวเป็นพันคูณเข้าไป หากไม่เชื่อใจกัน
ไม่ได้เกื้อหนุนเกื้อกูลกันมาก่อนก็คงยาก 
      มิฉะนั้นกระบวนการการได้มาซึ่งคะแนน
เสียง จึงมิใช่ โลกที่สวยหรูเหมือนที่หลายคน
เข้าใจ แต่จริงๆแล้วก็เป็นกระบวนการ ของการ 
โฆษณาชวนเชื่อ จนกระทั่ง ถึงกระบวนการของ
การตุ๋นคน อย่างเป็นระบบ และมีหลักการ การ
เลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยจึงกลายเป็นเพียง 
เส้นทางที่ต้องเอาชนะคะคานกัน เป็นสิ่งที่ต้องมาช่วงชิง 
และกอบโกยเข้ากระเป๋า ตุนกระสุนไว้ก่อน 
เพื่อความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป 
ทุกอย่างในเส้นทางนี้จึงอยู่ในลักษณะแพ้ไม่ได้ 
มา 1 ต้องไปมากกว่า มาร้อยต้องไปร้อย 
เมื่อวิธีคิดมันต้องเอาคืน มัน จึงมิได้เอาทุกข์ยาก
และความลำบากเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน
เป็นที่ตั้ง มิได้ยึดหลักแห่งแนวนโยบาย อย่างแท้จริง 
แต่ยึดเพียงว่าทำอย่างไรให้นโยบาย
เอี่อต่อกระเป๋าตนซะมากกว่า


วิถีชีวิต วิธีคิด

    มเติบโตบนแผ่นดินอีสานจังหวัดบุรีรัมย์ตําน้ํากิน แน่นอนว่าเด็กอีสานก็ย่อมซึมซับวิถีชีวิต เดิมๆ กลิ่นไอของเด็กบ้านนอกได้ดี บนพื้นที่ปลายสุดของบุรีรัมย์ที่เมื่อก่อน มีความขัดแย้ง ในภาคพื้นอินโดจีน ที่ซึ่ง ยังเต็มไปด้วยคอมมิวนิสต์ ผู้คนหลั่งไหลหักล้างถางพง จับจอง ที่ทำกิน หลายครั้งเป็นความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน เมื่อเขตหวงห้ามป่าดง คือความขัดแย้ง ผมยังเล็กยังจำได้ว่า มีหัวโจกอยู่ 3-4 คนหนึ่งประท้วง จริงจัง อีกคนหนึ่ง โดนอุ้มไปเจรจา เรื่องจึงเป็น ความหักหลังกัน ในหมู่ชาวบ้าน การเมืองท้องถิ่น ก็เริ่มจากตรงนั้น ผู้คนจากหลายหมู่บ้านมาอยู่รวมกันนับหมื่นคน ปัญหามันย่อมเยอะ เมื่อมีความขัดแย้งระดับประเทศหลายครั้ง ที่คนในพื้นที่นี้ มีเอี่ยวด้วยเสมอ ไปร่วมด้วยเสมอ เพราะเรื่องผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใครเป็นวิถีชาวบ้าน แต่การบริโภค เป็นโลกของทุนนิยม เมื่อความจนเข้ามาเยือน การตัดไม้สร้างบ้านเรือน เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ผมจำได้ครอบครัวนึงเห็นลูกสาวซักเสื้อผ้าลำบากเหลือเกิน ถึงกับขายบ้านเสา 12 ต้นนำเงินไปแลกกับเครื่องซักผ้า ธรรมดา 2 ถังปั่นราคาไม่กี่บาทจนแม่ยายบอกว่า วันหลังให้ขุดหลุมแล้วเข้าไปอยู่หาอะไรมุงนิดหน่อยก็พอมันจะได้ไม่ขายบ้านอีก เมื่อเด็กเล็ก ก็จำต้องตามพ่อแม่ไปไร่นา เพราะไม่มีคนอยู่เฝ้าเลี้ยงดู หรือโตหน่อยก็เป็นแรงงานเกษตรแม้ขาดเรียน ไม่กี่วัน สังคมหมู่บ้านชนบทก็ไถ่ถามเพื่อนล้อเลียนเพราะไม่ทันเขาเมื่อโดนล้อว่าโง่บ่อยเข้าก็หลบหน้าไม่มาเรียนแม้ครูไปตามก็วิ่งหลบวิ่งซ่อนชีวิตเปลี่ยนเพราะด้อยโอกาสทางการศึกษาไม่ใช่รัฐไม่ให้ แต่โครงสร้างทางสังคมไม่เอื้อ เมื่อเด็กโดนครูบางคนว่า พ่อมึงเป็นนายกไม่ต้องมาเรียนแล้วก็ได้มั้ง ที่มีลักษณะนี้เพราะครูเองก็เป็นหัวคะแนนบ้างก็ญาติ บ้างก็ภรรยาลงสมัครผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านชุมชนแบ่งแยกด้วยหัวคะแนน เด็กบ้านนอกพื้นฐานบางคนเรียนเก่งหัวดีแต่เจอข้อจำกัดทาง สังคมแรงกดดัน 1 เจอข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจแรงงานภาคเกษตรอีก 1 ทุกวันนี้ค่าครองชีพสูง ค่าแรงวันละ 300 ชาวบ้านถ้าไม่เห็น 300 ก็ไม่ขยับไม่ไปช่วยวิถีชีวิตแบบเก่าๆที่เคยลงแขกเกี่ยวข้าวช่วยกันมันเลือนหาย แม้แต่ควายเหล็กหรือควายที่เลี้ยงทุ่ง ก็หายโดนขโมย โดนรถขนเอาไปดื้อๆกลางท้องนา คนไหนเห็นก็คิดว่าเจ้าของขายสรุป โดนโขมยต่อหน้าต่อตา แม้แต่ตั้งใจอาสามารับใช้พี่น้องแต่ถ้าเงินไม่มา เข้าคูหา ก็กาไม่เป็น หรือนี่คือ ปฐมบทของปัญหา การเมือง ไทย
หวนคิดถึงคำ ที่พ่อสอนให้พอเพียง เราเป็นประเทศเกษตรกรรม ต้องเป็นอยู่แบบพอเพียง มีอุดมสมบูรณ์แล้วค่อยขาย ไม่ใช่วิถีบริโภคนิยมเหมือนตะวันตก พ่อเคยสอน ให้ความสำคัญเรื่องแหล่งน้ำ แม้แต่ธนาคารน้ำใต้ดินที่พ่อเคยพูด เขื่อนต่างๆ ที่พ่อได้สร้างทำ นั่นคือต้นทุน คือ รากฐานที่มั่น ที่พ่อได้สร้าง เราไม่เคยคิดไม่เคยตั้งใจเรียนรู้ สิ่งที่เราทำเป็นสังคมบริโภคนิยมแต่ โครงสร้างรายได้แบบเกษตรกร ค่าใช้จ่าย ค่ากิน ค่าอยู่ค่ามือถือราคาแพงสารพัด
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราหลงลืมรากเหง้าตัวเองดังโบราณท่านว่า "ตั้งใจเรียนขยันขยันๆนะลูกโตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน" ฟังดูเรียบง่ายน่าเบื่อแต่นัยยะคืออะไรคนมีปัญญาต้องรู้ว่าวิธีสอนลูกคือการชี้ผลสัมฤทธิ์ให้เห็นชี้เป้าหมายให้ดูมีตัวอย่างข้างบ้านให้เห็นไม่ต้องเคี่ยวเข็ญให้ลำบาก เด็กมันขนขวายตั้งใจเรียนเอง แม้เมื่อก่อนหนทางทุรกันดารโรงเรียนห่างหมู่บ้านหลายกิโลเมตรบ้างก็เรียน
กับพระครูบวชเณร ความรู้ไม่เท่าไหร่หรอก เรียกว่าการอบรมและบ่มนิสัยไม่ใช่อบรมอย่างเดียวแล้วด่าว่าเราก็เห็น กับตา ว่าหลายคนได้ดีไปดูนายอำเภอ ปลัด ผู้ว่า มีแต่เด็กวัดกินข้าววัด ไปเรียนต่อก็อาศัยวัด ทั้งสิ้น ผมถึงว่าโครงสร้าง หมู่บ้านชนบท และวิธีคิด จำต้องเริ่มต้นที่วัด พูดง่ายๆนับหนึ่งที่วัด แต่วิธีคิด มันต้องได้ พระดีๆเดี๋ยวนี้หายาก ตั้งใจทำดีกันจังหาเงินเข้าวัด เมื่อสังคมเปลี่ยนแต่โครงสร้างรายได้ไม่เปลี่ยน มันก็เละสิครับ รัฐก็อุ้มเข้าไป เดี๋ยวก็เงินประชารัฐ เดี๋ยวก็ชิมช้อปใช้ เดี๋ยวก็เยียวยา Covid19
เมื่อสังคมเปลี่ยน บริบทต้องเปลี่ยนหรือไม่ เมื่อลืมตามาดูโลก เต็มไปด้วยข้อจำกัด ที่ผู้ใหญ่สร้างไว้ ประเทศที่เต็มไปด้วยใบอนุญาต ทำอะไรก็ต้อง ลงทะเบียน เมื่อเด็ก มันไปไม่ได้ เจอแต่ข้อจำกัด สังคมยุคใหม่ จึงเต็มไปด้วยปัญหา และก็ด่าว่าเด็ก ที่จริงแล้ว มันโลกคนละใบ รุ่นเราโตมา กับท้องไร่ท้องนา ชนบท แต่เด็กยุคใหม่ 2 ขวบ 3 ขวบ เล่นมือถือค้น Google เล่น YouTube แนะเราอีก สินค้าหาไม่เจอสั่งทางอินเตอร์เน็ตสิ วิสัยทัศน์มันคนละ อย่าง โลกของเด็ก ที่เต็มไปด้วย ข้อมูลและ โลกของดิจิตอล Application แต่กรอบ ที่ผู้ใหญ่ ตีไว้ มันชอบหรือยัง นั่นทำไม่ได้ นี่ก็ห้าม นุ่นก็กฎหมาย ไม่แปลกใจ ที่คนหัวซ้ายวัยรุ่น ขยับการเมือง แล้วได้ใจ เด็กรุ่นใหม่ๆ เพราะผู้ใหญ่พูดคนละภาษา อยู่คนละโลก หรือว่าใครไม่ทันใครกันแน่