วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568

การพัฒนากลไกชุมชนและท้องถิ่นเพื่อสร้างระบบอาหารและโภชนาการต่อ

 การพัฒนากลไกชุมชนและท้องถิ่นเพื่อสร้างระบบอาหารและโภชนาการต่อ

การสร้างเด็กลำนางรองเติบโตสมวัย มีสุข 


โดย

นายสันติ นาวีสัมพันธ์

นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลำนางรอง  อำเภอโนนดินแดง  จังหวัดบุรีรัมย์

*****


ตำบลลำนางรอง เป็นตำบลขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 70 ตารางกิโลเมตร มี 15 หมู่บ้าน 3,330 ครัวเรือน มีประชากรมากกว่า 10,000 คน มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 7 แห่ง โรงเรียนประถมศึกษาและขยายโอกาสทางการศึกษารวม 6 แห่ง ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ 120 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนประเทศกัมพูชา 23 กิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มสลับเนินเขา มีแหล่งน้ำเกลือบทุกหมู่บ้าน มีปัญหาขาดแคลนในฤดูแล้ง ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร แม้ว่าจะมีทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้ออำนวย แต่ก็ยังประสบปัญหาความยากไร้  องค์การบริหารตำบลลำนางรอง ได้ดำเนินงานด้านอาหารและโภชนาการอย่างจริงจัง โดยมีสภาอาหารและโภชนาการระดับตำบล และสภาอาหารระดับชุมชนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานระบบอาหารของตำบลนางนางรอง มีเป้าหมายร่วมกัน คือ “ประชาชนทุกชุมชนของตำบลลำนางรอง สามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบอาหารที่ปลอดภัย บริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ เน้นสร้างเศรษฐกิจชุมชน”

อบต. ลำนางรอง ให้ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงได้นำรูปแบบของสภามาใช้ในการขับเคลื่อนงานด้านอาหารและโภชนาการ โดยให้แต่ละหมู่บ้านเลือกตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการสภาฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกในชุมชน  สภาอาหารและโภชนาการตำบล มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอโครงการและความต้องการของแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งมีบริบทและความแตกต่างกัน แม้แต่พืชที่ปลูกก็ไม่เหมือนกัน รวมถึงข้อมูลปัญหาในชุมชน เช่น จำนวนผู้ป่วยติดเตียง ฯ  ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและเป็นประโยชน์ในการวางแผนพัฒนา จากนั้นจะมีการจัดทำแผนพัฒนาร่วมกับชุมชน

การดำเนินงานด้านอาหารและโภชนาการของ อบต.ลำนางรอง ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป การกระจายสินค้า ไปจนถึงการบริโภค แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 

ต้นน้ำ  มุ่งเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน องค์ความรู้ และการสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ได้แก่ การสนับสนุนกองทุนเศรษฐกิจชุมชน เช่น กลุ่มเลี้ยงสุกร กลุ่มปลูกเห็ด กลุ่มปลูกผัก กลุ่มเสาวรสแปรรูป  การส่งเสริมการปลูกผักปลอดสารพิษ โดยให้ทุกหมู่บ้านปลูกผักปลอดสารพิษ เพื่อส่งให้ศูนย์กระจายสินค้า มีโครงการ “ถนนสีเขียว พืชผักปลอดสารพิษ”  มีการอบรม GAP (Good Agricultural Practices) ร่วมกับเกษตรอำเภอ การอบรมการทำปุ๋ยอินทรีย์ และการอบรมผู้ประกอบการอาหารปลอดภัย

กลางน้ำ  เพ่อบริหารจัดการวัตถุดิบโดยมีการจัดตั้ง ศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงการจัดตั้ง ครัวกลางแก้มใส ซึ่งครัวกลางแก้มใสเป็นศูนย์กลางในการจัดทำอาหารเช้าและอาหารกลางวันสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้ง 7 แห่ง และยังได้จัดอาหารเช้าให้กับเด็กชั้นอนุบาลของโรงเรียนประถมศึกษาอีก 6 แห่งด้วยงบของ อบต. การจัดตั้งครัวกลางเพื่อลดปัญหาการจัดการของแต่ละศูนย์ซึ่งเป็นศูนย์ขนาดเล็ก การควบคุมคุณภาพยังทำได้ไม่ดี รวมถึงเสี่ยงด้านสุขาภิบาลอาหารและความปลอดภัยในอาหาร และมีการใช้เมนูที่หลากหลาย การจัดการครัวกลางเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว มีการจัดทำชุดเมนูหมุนเวียนให้ได้มาตรฐานโภชนาการด้วยโปรแกรม Thai School Lunch มีการใช้ผลผลิตจากชุมชน มีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเจ้าหน้าที่ อบต. พัฒนาด้านสุขาภิบาลอาหาร เช่น วัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสม ระบบขยะเปียก และบ่อดักไขมัน ส่วนศูนย์กระจายสินค้า มีการรวบรวมข้อมูลผลผลิตจากชุมชน ทำหน้าที่เชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ครัวกลาง โรงเรียนและตลาด โดยบริหารจัดการในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน

ปลายน้ำ  มุ่งเน้นการตลาด และการบริโภคในชุมชน  มีจัดการบรรจุและจัดส่งอาหารไปยัง ศพด. ทั้ง 7 แห่งอย่างสะอาดและปลอดภัย รวมถึงการตักและบริการให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก  ส่วนตลาดสีเขียวเป็นการจัดให้ให้มีตลาดสำหรับจำหน่ายผักและผลผลิตปลอดภัยและเกษตรอิทรีย์ เป็นการเปิดช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกรผู้ปลูก เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ 

อบต.ลำนางรอง ได้เผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในการดำเนินงาน แต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยแนวทางที่สร้างสรรค์และยั่งยืน ดังนี้ ปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย โดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์แก่ประชาชน  ปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน อบต.ลำนางรอง มีกองทุนหมุนเวียนที่ไม่มีดอกเบี้ย (กองทุนหมู่บ้าน มิยาซาวา)  แต่ประชาชนไม่มากู้ยืม เพราะขาดความรู้และความเข้าใจ จึงต้องมีการสื่อสารและให้ข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน  ปัญหาการจัดการข้อมูลภาวะโภชนาการในเรื่องอุปกรณ์ชั่งวัดไม่ได้มาตรฐาน อบต.ลำนางรอง ได้จัดซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงแบบดิจิทัลที่มีมาตรฐาน และอบรมครูพี่เลี้ยงให้มีทักษะในการใช้งาน 

ผลจากการดำเนินงานของครัวกลาง ที่จัดบริการอาหารเช้าและอาหารกลางวัน จากการจัดการในการเฝ้าระวังภาวะโภชนาการของเด็ดปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กลำนางรองทั้ง 7 แห่ง พบว่า สถานการณ์ ภาวะโภชนาการสูงดีสมส่วน เตี้ย ผอม เริ่มอ้วนและอ้วน เปลี่ยนนแปลงที่ดี ต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมายของกรมอนามัย  โดยเฉพาะมีสัดส่วนของเด็กสูงดีสมส่วนสูงกว่า และะมีสัดส่วนของเด็กเตี้ยและเด็กผอมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของจังหวัดบุรีรัมย์ ดังแสดงในตารางข้างล่างนี้

ตาราง เปรียบเทียบภาวะโภชนาการเด็กเล็ก (กันยายน-ธันวาคม 2567)

ภาวะโภชนาการเกณฑ์เป้าหมายกรมอนามัย

ศพด.ลำนางรอง* (อบต.ลำนางรอง) จังหวัดบุรีรัมย์**

(รายงานระบบ HDC)

สูงดีสมส่วนไม่น้อยกว่า 66% 73.4% 58.7%

เตี้ย ไม่เกิน                    9% 1.3% 13.2%

ผอม ไม่เกิน                    5% 1.3% 4.7%

เริ่มอ้วนและอ้วนไม่เกิน.  8% 8.9% 6.7%

* ข้อมูล อบต. แปรผลด้วยโปรแกรม KidDiary ของเน็ตเทค     **ข้อมูลจากระบบรายงาน HDC กรมอนามัย ไตรมาส ตค.- ธค. 67



อบต.ลำนางรอง ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานด้านอาหารและโภชนาการอย่างโดดเด่น โดยมีปัจจัยความสำเร็จดังนี้ การมีส่วนร่วมของชุมชน การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนและดำเนินงาน ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและร่วมมือกันอย่างเต็มที่  การบูรณาการ การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้ง อบต.  รพ.สต.  สปสช. พัฒนาชุมชน และภาควิชาการ ทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ อบต.ลำนางรอง มีการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปวางแผนและปรับปรุงการดำเนินงาน  การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อบต.ลำนางรอง มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และองค์ความรู้ โดยมีการศึกษาดูงานและอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะ  การแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ อบต.ลำนางรอง สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้แนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

แต่อย่างไรก็ตาม อบต.ลำนางรอง ยังมีประเด็นท้าทายที่ต้องพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนดังนี้  การสร้างกลไกที่เอื้อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงงบประมาณ ระเบียบ และโครงสร้าง  การพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้เป็นของตนเอง สามารถนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อใช้ในการวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  การพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง การมีอัตรากำลังที่เพียงพอและมีความรู้ความสามารถในการดูแลงานด้านอาหารและโภชนาการในชุมชน  และการมีพี่เลี้ยง(Coach) /ที่ปรึกษา (Counselor) จากภาครัฐในพื้นที่ ภาควิชาการหรือสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คำแนะนำและสนับสนุนการดำเนินงานอย่างถูกทิศทาง

*****

  


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น