วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568

คนไทยทำไมต้อง "พอเพียง"


      สังคมไทยมีลักษณะโครงสร้างแบบครอบครัวขนาดใหญ่ อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินที่สมบูรณ์ด้วยน้ำและความหลากหลายทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ต่างจำเป็นต้องพึ่งพาฟ้าฝนเป็นอย่างมาก เพราะอาชีพของผู้คนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดของสังคมไทยเป็นสังคม"เกษตรกรรม"ในยุคแรกเริ่ม ฉนั้นความมั่นคง และความมั่งคั่งทั้งหลายไม่อาจชีวัดด้วยเงินมาแต่แรก หากแต่วัดกันที่ เรือกสวนไร่นา ช้าง,ม้า,วัว,ควาย,ยุ้งฉางมีข้าวเต็ม ที่เปรียบแล้วดั้งทรัพย์สินหมุนเวียนและทรัพย์สินถาวร ที่มีค่าทวีตามวันเวลา ตราบที่ไม่เดือดร้อน การพึงพากันจึงเป็นดังการแลกเปลียน การทดแทนคุณค่า ให้เท่าเทียม แม้แต่ยามที่ต้องไปสู่ขอแต่งงาน ยังต้องทดแทนคุณค่ากันด้วยสินสอดที่เป็น ช้าง,ม้า,วัว,ควาย,ที่นาเป็นต้น
      ซึ่งต่างจากสังคมตะวันตกส่วนใหญ่ที่เติบโตมาจากการให้ความสำคัญกับนักปราชญ์,นักบวช และผู้ทรงภูมิปัญญาทั้งหลาย อาศัยความได้เปรียบในแง่ต่างๆแย่งชิงประเทศอื่นๆเป็นเมืองขึ้น แล้วเอาทรัพยากรไปใช้ ทั้งในแง่การค้า,การผูกขาด,กดดันเอาสัมปทานในรูปแบบต่างๆ มีสังคมแบบผู้ดี ฟุ้งเฟ้อ มาแต่แรก และเติบโตด้วยการค้าแบบได้เปรียบมาตลอด เพราะไม่สามารถยืนอยู่ด้วยทรัพยากรของตัวเองมาแต่แรก ด้วยสภาพดิน ฟ้า อากาศ ไม่ได้เอื่อการการทำการเกษตร
      ถึงตอนนี้แล้วอาจไม่ต้องตอบด้วยซ้ำว่า "คนไทยทำไมต้องพอเพียง" เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทยไม่ใช่ต้นทุนต่ำ แต่มันไม่มีต้นทุนด้วยซ้ำ แม้ยามจะกินก็พริก ผักข้างบ้านริมรั้ว ยามฝนก็มีเห็ดมีพืชผักในป่า หาปลาในหนองน้ำ,กบ,เขียด, กระปอม อื่นๆเยอะแยะ 
      เอาละถึงตอนนี้หลายอย่างมันเปลียนไปไม่เหมือนเดิมจะมาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร ที่จริงแล้วรากเหง้าของปัญหาที่สำคัญของสังคมแบบ "บริโภคนิยม" หรือสังคมระบบทุนนิยมก็คือการเร่งเร้าให้เกิดการใช้จ่าย การบริโภค ซึ่งขัดกับกับหลักโครงสร้างทางสังคมไทยที่เน้นการพึ่งพาอาศัยกันและกัน การพึงพาตนเอง ความเป็นอยู่อย่างพอเพียงแต่มั่นคง มั่งคั่งโดยตัวมันเอง เมื่อระบบบริโภคนิยม เข้ามาแล้วความอยากมี อยากได้ มันสดวก มันสบายก็เข้ามาในชีวิต วิถีที่ดีงามก็เริ่มถูกมองข้าม รากเหง้าที่เป็นกรอบทางสังคม กรอบทางประเพณีวัฒนธรรมก็เริ่มเลือนหาย และเมือกรอบทั้งหลายมันเลือนหายและผุพัง คนก็ไม่อยู่ในวิถีที่จะดีได้เหมือนเดิม เมือสามัญสำนึกมันเริ่มแผ่วเพราะความจำเป็นในภาระการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ย,ค่างวด,หนี้สิน คนจึงมีต้นทุนสำหรับคำว่าดี เพราะปากกัดตีนทีบ ทำอย่างไรก็ต้องให้ได้มา มีอยู่วันหนึงไปทุ่งนากับลูกหลานคนในเมือง นึกขึ้นได้ว่าเด็กรุ่นหลังๆในเมืองรู้จักแต่ข้าวสวยร้อนๆในหม้อหุงข้าวไฟฟ้า จึงชีไปที่ต้นข้าวในทุงนาแล้วบอกว่า "นีแหละที่เป็นข้าวสวย"ให้พวกเองกิน มันมองหน้าสองครั้งแล้วสายหน้า พร้อมกับยิ้มแบบเด็กน้อยไร้เดียงสาแล้วพูดว่า "ไม่เชื่อ ไม่เห็นเหมือนเลย" ผมงงอยู่พักหนึง เรามาถึงจุดนี้ได้ไง
      ขออ้างถึงพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 เรื่องทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง แม้จะไม่ได้รู้อะไรลึกซึ้ง แต่ก็พอทราบ ใช้หลักเดียวกันคือซีกรายได้มันต้องเท่ากับซีกรายจ่าย ถ้าไม่เท่าก็แปลว่าติดลบและชีวิตจริงมันลบไม่ได้ ถึงยังไงมันก็ต้องหามาเติม แรกๆก็หากู้,ยืม, ทั้งนอกทั้งในระบบ พอหนักเข้าก็เสี่ยงโชคเริ่มจากหวยใต้ดิน,ล็อดเตอรี่ หนักเข้าก็ไพ่,ไฮโรในงานศพตามชุมชน สุดท้ายก็เข้าบอนตามชายแดนเยอะเยะมีรถรับส่งฟรี บางคนก็โชคดีไปถูกหวยถูกลอ็ดเตอรี่ได้เงินก้อนมา แต่ก็เหมือนทุกข์ลาภไม่นานก็หมดชีวิตติดลบ เพราะอะไร เพราะคนไทยไม่ใช่คนค้าขายไม่ได้มีรากเหง่าบริโภคนิยม บริหารเงินไม่เป็นขาดสิ่งที่เรียกว่า Nkow how แต่หากอยู่ในเวทีมวยไทย หรือเกษตรกรไทย ก็ไม่อาจมีชาติใดในโลกที่ทัดเทียมคนไทยได้เช่นกัน

                                                                                                     สมชาย นามขยัน
  18 เม.ย. 2561




ถนนสายลำนางรอง "348"

    เพราะ 348 คือถนนหนึ่งในสองเส้นที่ถูกตัดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งของมหาสงครามเอเซียใต้ ใน
ยุคที่ประชาธิปไตยกำลังฟัดกันกับระบอบคอมมิวนิส นอกเหนีอจากถนนมิตรภาพที่อเมริกาช่วยสร้างขึ้น
แม้ว่าถนน 348 จะมีระยะเชื่อมต่อไปย้งอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้วในปัจจุบันเป็นระยะทางเพียงสั้นๆ
50 กิโลเมตรก็ตาม แต่เป็นเส้นทางที่มีเรื่องราวและความเป็นมาที่ลึกซึ้งและยาวนานกระทั้งปัจจุบัน
    ถนน 348 ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางดงระเบิด ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าทึป แม้ตอนนั้นจะมีการแผ้วถางทำไร่กัน
แล้ว แต่กว่าจะเป็นถนนเส้นนี้ได้ก็ต้องสูญเสียทั้งผู้คนราษฎร,เจ้าหน้าที่,เครื่องจักร เป็นจำนวนมาก แต่สิ่ง
ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของถนนเส้นนี้ก็คือ "ช่องเขาตะโก" จุดที่เรียกว่าผาแดงในปัจจุบัน ซึ่งเป็น
ลักษณะช่องแคบ ด้านบนเป็นผาสูงเหมาะแก่การซุ่มยิง และโรยตัวมาดักปล้น ทำให้เกิดการปะทะและ
สูญเสียขึ้นบ่อยครั้ง จนเป็นที่มาของหมู่บ้านหนองเสม็ดและสถานีอนามัย ตอนนั้นชาวบ้านเริ่มเข้ามาอยู่
อาศัยกันพอสมควรแล้ว ราวสี่หมู่บ้าน(ป่าไม้,คลองโปร่ง,ลำนางรอง,โคกเพชร)ซึ่งหลายครั้งที่ชาวบ้านถูก
จับ ถูกปล้น กระทั้งถึงกับเผาหมู่บ้านกันทีเดียว(บ้านโคกเพชร) ผู้คนต่างแตกกระเจิงขึ้นมาพำนักที่บ้าน
โนนดินแดง(ขณะนั้นยังไม่เป็นอำเภอ) นี่เป็นพอสังเขปกว่าจะเป็นถนน 348 ก็ต้องสูญเสียเจ้หน้าที่,ทหาร
ชาวบ้านเป็นจำนวนมากจนเป็นที่มาของการสร้างอนุเสาวรีย์เราสู้ในปัจจุบัน
    ถนน บร.348 ถูกปิด 2 ครั้งครั้งแรกเกิดการบุกรุกตั้งหมู่บ้านในเขตป่าดงใหญ่ จนชาวบ้านในเขตพื้นที่
โดยเฉพาะบ้านหนองบอน และบ้านฐานเจ้าป่าต้องประท้วงขับไล่และปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ กระทั้งเกิด
การประท้วงปิดกันถนน 348 ขึ้นซึ่งหลังจากนั้นจึงนำมาซึ่งการตกลงถอยคนละก้าว มีเส้นแบ่งกันระหว่าง
ป่ากับบ้านหนองบอนเกิดขึ้น และยุบหมู่บ้านที่ตั้งอาศัยในเขตป่าดงใหญ่ออกซึ่งก็พอเห็นร่องรอยได้บ้าง
ตามกาลเวลา และครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อมีการปักเขตอุทยานแห่งชาติแบบมัดมือชก ไม่มีชาวบ้านคนใดรู้
เห็นหรือทราบข่าวคราวล่วงหน้ามาก่อนเห็นแต่เพียงหลักคอนกรีตที่ระบุว่าเป็นเขตอุทยาทแห่งชาติฯวาง
เกลื่อนอยู่ข้างทาง จนเกิดการประท้วงเรียกร้องปิดถนน
   ถนนสาย บร.348 เป็นถนนเส้นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และเป็นถนนสายเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงระหว่างภาค
ตะวันออกและภาคอีสานโดยเฉพาะอีสานตอนล่าง มีชายแดนติดประเทศเขมร และต่อไปยังประเทศลาว
ได้ใก้ลที่สุด ซึ่งทวีความสำคัญขึ้นทุกวันโดยเฉพาะนโยบายที่สำคัญของหลายรัฐบาล คือเขตเศรษฐกิจ
อาเซียนหรือ AEC อันเป็นส่วนสำคัญที่จะก้าวสู่ความเจริญยุค 4.0 ดูจากความหนาแน่นของการจราจร
ในช่วงปกติที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างวันหยุดปีใหม่,สงกรานต์ รถแทบไม่มีช่อง
จราจร ติดขัดจนกระทั้งทางอำเภอและท้องถิ่นต้องจัดเวรยามดูแลความปลอดภัยกันเป็นประจำ จะเห็นได้
ชัดเจนมากขึ้นเมื่อมีอุบัติเหตุที่ช่องเขาตะโก รอยต่อกับจังหวัดสระแก้ว รถจะตกค้างยาวเหยียดนับสิบ
กิโลเมตร ที่เป็นเช่นนั้นเพราะไม่มีเส้นทางอื่นที่ใกล้กว่า ไม่ว่าจะเป็นเส้นมิตรภาพ-สระบุรี,หรือโคราช-
จันทบุรี
     แต่มาวันนี้ความเดือดร้อนของผู้คนในเขตสองข้างทางหรือ อำเภอโนนดินแดงทั้งอำเภอ ได้รับความ
ทุกข์ร้อนโดยเฉพาะจาก "ช้าง" ออกมาทำลายพืชผลที่ปลูกใว้ไม่เว้นแต่ละวัน แม้ว่าในป่าจะมีความ
สมบูรณ์อยู่มากก็ตามที่เป็นเช่นนั้นเพราะช้างมีจำนวนมากเหลือเกิน มันคงต้องมีผู้เกี่ยวข้องเอามาปล่อย
แน่ๆไม่เช่นนั้นมันคงไม่มากมายขนาดนี้ และช้างพวกนี้ไม่กลัวคน หากินตามบ้านแทบทุกวัน ทุกหมู่บ้าน
ต้องเจอหมด แต่มาบัดนี้มีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกความหลายหลายทางธรรมชาติ และเสนอให้
ยกเลิกการขยายถนนสายนี้โดยสิ้นเชิง แล้วความเดือดร้อนของผู้คนละที่ต้องขึ้นลงขนส่งสินค้าและ
สินค้าการเกษตรไปมาหาสู่กัน ที่ได้ทำประชาคมถามความจำเป็นซ้ำซาก และที่จะเป็นศูนย์กลาง AEC
ล่ะหากเป็นมนุษย์แล้วไม่รู้จักคำว่า "การพัฒนา" มันก็คงต้องถอยเข้าป่าไป เพราะไม่เข้าใจแนว
"นโยบายแห่งรัฐ" ไม่รู้จักพัฒนาการอยู่ร่วมกัน "คนกับป่า" คงไม่มีประโยชน์ถ้าเป็นมรดกโลกฯแบบไม่
เข้าใจ แก้ปัญหาแบบกำปั้นทุบดินปิดหูปิดตาประชาชน ระวังเมื่อวันหนึ่งมันระเบิดขึ้นมาปัญหาที่ปิดใว้
ตัวใครก็ตัวมันละครับ

เลือกตั้งกันทีทำไมต้องมีซื้อเสียงขายสิทธิ์


       เหมือนจะอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน 
ตั้งแต่สมัยก่อนที่ประชาธิปไตยยังไม่เต็มใบมี
ทั้งแจกน้ำปลา,ปลากระป๋องบางคนเป็นผู้แทน
ผูกขาด เพราะเริ่มจากการแจกลูกเป็ด,ลูกไก่ 
หลายคนโทษคนอีสานทั้งที่มีกันทั้งประเทศ 
ว่าไอ้ที่มันวุ่นวายโกงบ้านโกงเมืองกันอยู่นี้ก็
เพราะมีการซื้อขายเสียง ทั้งประท้วงเรียก
ร้อง,ทั้งกีฬาสีเสื้อ บ้านเมืองไม่ไปใหนกันสักที
เหมือนวนอยู่ในอ่าง แล้วเหตุใดสิ่งเหล่านี้จึงไม่
หมดสิ้นไปจากเมืองไทยสักทีแล้ว
ประชาธิปไตยแบบไทยๆที่สงบนิ่งสักทีจะมีใหม 
แล้วทำไมยังมีการซื้อขายเสียงกันอยู่ 
ไม่อายนานาชาติเขาบ้างหรือไร 
เราจะมาดูกันว่ารากเหง้าแท้จริงคืออะไร
        ในแง่ของผู้สมัครเมื่อลงสู่สนามเลือกตั้งก็
จำต้องทำทุกวิถีทางเพื่อกำชัยชนะ เพราะ
เลือกตั้งแต่ละครั้งฐานผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีเป็น
แสนคนที่ต้องแย่งกัน เอากันเหนียวกันจริงๆขั้น
ต่ำก็ต้องทำการบ้านระดับ 5-6 หมื่นคะแนน และ
ก็ไม่ใช่ว่าจะได้ทั้งหมดอย่างเก่งก็ได้ผล
แค่ระดับ 35-40% ก็ขันเทพแล้ว และธรรมชาติ
ของพฤติกรรมคนไทยมันไม่ค่อยยอมรับ คน
อื่น แปลกหน้าโดยง่าย ต้องมีคนพูดถึงกล่าวถึง 
มีแรงเชียร์ จึงเป็นช่องว่างให้แก่ผู้มีประโยชน์ 
กับผู้สมัครได้ทำงานได้ออกแรงเชียร์ และ
ผู้ที่ทำหน้าที่นี้จำเป็นต้องมีบารมีมีทั้งพระเดช ,
พระคุณ เป็นคนกว้างขวางในพื้นที่ เพราะนิสัยคนไทย 
ขี้เกรงใจ เคารพผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจเหนือกว่า
        จึงเป็นที่มาของความซับซ้อน ในสังคมไทย
เพื่อที่จะซื้อใจตัวแทนหรือหัวคะแนน ก็
จำเป็นต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อเอื่อประโยชน์ไม่
ว่าจะเป็นงบประมาณแผ่นดิน การผลักดัน
การเมืองท้องถิ่น ตลอดจน ฝากลูกฝากหลาน 
เข้าทำงานท้องถิ่น หรือสอบบรรจุ เพื่อเป็นฐาน
คะแนนเสียงและยังเป็นความซับซ้อนต่อไปอีก
เมื่อเข้าทำงานนะที่หน่วยงานใด ก็จะเหมือนสั่ง
ได้ พฤติกรรมก็เหมือนนายว่าขี้ข้าพลอย จาก
ไม่ชัดก็ชัด จากผิดก็ดูให้เหมือนถูก เพราะการ
ใช้งานการเลือกตั้งนั้น ไม่ใช่เงินบาทสองบาท 
ต่อหัวเป็นพันคูณเข้าไป หากไม่เชื่อใจกัน
ไม่ได้เกื้อหนุนเกื้อกูลกันมาก่อนก็คงยาก 
      มิฉะนั้นกระบวนการการได้มาซึ่งคะแนน
เสียง จึงมิใช่ โลกที่สวยหรูเหมือนที่หลายคน
เข้าใจ แต่จริงๆแล้วก็เป็นกระบวนการ ของการ 
โฆษณาชวนเชื่อ จนกระทั่ง ถึงกระบวนการของ
การตุ๋นคน อย่างเป็นระบบ และมีหลักการ การ
เลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยจึงกลายเป็นเพียง 
เส้นทางที่ต้องเอาชนะคะคานกัน เป็นสิ่งที่ต้องมาช่วงชิง 
และกอบโกยเข้ากระเป๋า ตุนกระสุนไว้ก่อน 
เพื่อความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป 
ทุกอย่างในเส้นทางนี้จึงอยู่ในลักษณะแพ้ไม่ได้ 
มา 1 ต้องไปมากกว่า มาร้อยต้องไปร้อย 
เมื่อวิธีคิดมันต้องเอาคืน มัน จึงมิได้เอาทุกข์ยาก
และความลำบากเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน
เป็นที่ตั้ง มิได้ยึดหลักแห่งแนวนโยบาย อย่างแท้จริง 
แต่ยึดเพียงว่าทำอย่างไรให้นโยบาย
เอี่อต่อกระเป๋าตนซะมากกว่า


วิถีชีวิต วิธีคิด

    มเติบโตบนแผ่นดินอีสานจังหวัดบุรีรัมย์ตําน้ํากิน แน่นอนว่าเด็กอีสานก็ย่อมซึมซับวิถีชีวิต เดิมๆ กลิ่นไอของเด็กบ้านนอกได้ดี บนพื้นที่ปลายสุดของบุรีรัมย์ที่เมื่อก่อน มีความขัดแย้ง ในภาคพื้นอินโดจีน ที่ซึ่ง ยังเต็มไปด้วยคอมมิวนิสต์ ผู้คนหลั่งไหลหักล้างถางพง จับจอง ที่ทำกิน หลายครั้งเป็นความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน เมื่อเขตหวงห้ามป่าดง คือความขัดแย้ง ผมยังเล็กยังจำได้ว่า มีหัวโจกอยู่ 3-4 คนหนึ่งประท้วง จริงจัง อีกคนหนึ่ง โดนอุ้มไปเจรจา เรื่องจึงเป็น ความหักหลังกัน ในหมู่ชาวบ้าน การเมืองท้องถิ่น ก็เริ่มจากตรงนั้น ผู้คนจากหลายหมู่บ้านมาอยู่รวมกันนับหมื่นคน ปัญหามันย่อมเยอะ เมื่อมีความขัดแย้งระดับประเทศหลายครั้ง ที่คนในพื้นที่นี้ มีเอี่ยวด้วยเสมอ ไปร่วมด้วยเสมอ เพราะเรื่องผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใครเป็นวิถีชาวบ้าน แต่การบริโภค เป็นโลกของทุนนิยม เมื่อความจนเข้ามาเยือน การตัดไม้สร้างบ้านเรือน เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ผมจำได้ครอบครัวนึงเห็นลูกสาวซักเสื้อผ้าลำบากเหลือเกิน ถึงกับขายบ้านเสา 12 ต้นนำเงินไปแลกกับเครื่องซักผ้า ธรรมดา 2 ถังปั่นราคาไม่กี่บาทจนแม่ยายบอกว่า วันหลังให้ขุดหลุมแล้วเข้าไปอยู่หาอะไรมุงนิดหน่อยก็พอมันจะได้ไม่ขายบ้านอีก เมื่อเด็กเล็ก ก็จำต้องตามพ่อแม่ไปไร่นา เพราะไม่มีคนอยู่เฝ้าเลี้ยงดู หรือโตหน่อยก็เป็นแรงงานเกษตรแม้ขาดเรียน ไม่กี่วัน สังคมหมู่บ้านชนบทก็ไถ่ถามเพื่อนล้อเลียนเพราะไม่ทันเขาเมื่อโดนล้อว่าโง่บ่อยเข้าก็หลบหน้าไม่มาเรียนแม้ครูไปตามก็วิ่งหลบวิ่งซ่อนชีวิตเปลี่ยนเพราะด้อยโอกาสทางการศึกษาไม่ใช่รัฐไม่ให้ แต่โครงสร้างทางสังคมไม่เอื้อ เมื่อเด็กโดนครูบางคนว่า พ่อมึงเป็นนายกไม่ต้องมาเรียนแล้วก็ได้มั้ง ที่มีลักษณะนี้เพราะครูเองก็เป็นหัวคะแนนบ้างก็ญาติ บ้างก็ภรรยาลงสมัครผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านชุมชนแบ่งแยกด้วยหัวคะแนน เด็กบ้านนอกพื้นฐานบางคนเรียนเก่งหัวดีแต่เจอข้อจำกัดทาง สังคมแรงกดดัน 1 เจอข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจแรงงานภาคเกษตรอีก 1 ทุกวันนี้ค่าครองชีพสูง ค่าแรงวันละ 300 ชาวบ้านถ้าไม่เห็น 300 ก็ไม่ขยับไม่ไปช่วยวิถีชีวิตแบบเก่าๆที่เคยลงแขกเกี่ยวข้าวช่วยกันมันเลือนหาย แม้แต่ควายเหล็กหรือควายที่เลี้ยงทุ่ง ก็หายโดนขโมย โดนรถขนเอาไปดื้อๆกลางท้องนา คนไหนเห็นก็คิดว่าเจ้าของขายสรุป โดนโขมยต่อหน้าต่อตา แม้แต่ตั้งใจอาสามารับใช้พี่น้องแต่ถ้าเงินไม่มา เข้าคูหา ก็กาไม่เป็น หรือนี่คือ ปฐมบทของปัญหา การเมือง ไทย
หวนคิดถึงคำ ที่พ่อสอนให้พอเพียง เราเป็นประเทศเกษตรกรรม ต้องเป็นอยู่แบบพอเพียง มีอุดมสมบูรณ์แล้วค่อยขาย ไม่ใช่วิถีบริโภคนิยมเหมือนตะวันตก พ่อเคยสอน ให้ความสำคัญเรื่องแหล่งน้ำ แม้แต่ธนาคารน้ำใต้ดินที่พ่อเคยพูด เขื่อนต่างๆ ที่พ่อได้สร้างทำ นั่นคือต้นทุน คือ รากฐานที่มั่น ที่พ่อได้สร้าง เราไม่เคยคิดไม่เคยตั้งใจเรียนรู้ สิ่งที่เราทำเป็นสังคมบริโภคนิยมแต่ โครงสร้างรายได้แบบเกษตรกร ค่าใช้จ่าย ค่ากิน ค่าอยู่ค่ามือถือราคาแพงสารพัด
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราหลงลืมรากเหง้าตัวเองดังโบราณท่านว่า "ตั้งใจเรียนขยันขยันๆนะลูกโตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน" ฟังดูเรียบง่ายน่าเบื่อแต่นัยยะคืออะไรคนมีปัญญาต้องรู้ว่าวิธีสอนลูกคือการชี้ผลสัมฤทธิ์ให้เห็นชี้เป้าหมายให้ดูมีตัวอย่างข้างบ้านให้เห็นไม่ต้องเคี่ยวเข็ญให้ลำบาก เด็กมันขนขวายตั้งใจเรียนเอง แม้เมื่อก่อนหนทางทุรกันดารโรงเรียนห่างหมู่บ้านหลายกิโลเมตรบ้างก็เรียน
กับพระครูบวชเณร ความรู้ไม่เท่าไหร่หรอก เรียกว่าการอบรมและบ่มนิสัยไม่ใช่อบรมอย่างเดียวแล้วด่าว่าเราก็เห็น กับตา ว่าหลายคนได้ดีไปดูนายอำเภอ ปลัด ผู้ว่า มีแต่เด็กวัดกินข้าววัด ไปเรียนต่อก็อาศัยวัด ทั้งสิ้น ผมถึงว่าโครงสร้าง หมู่บ้านชนบท และวิธีคิด จำต้องเริ่มต้นที่วัด พูดง่ายๆนับหนึ่งที่วัด แต่วิธีคิด มันต้องได้ พระดีๆเดี๋ยวนี้หายาก ตั้งใจทำดีกันจังหาเงินเข้าวัด เมื่อสังคมเปลี่ยนแต่โครงสร้างรายได้ไม่เปลี่ยน มันก็เละสิครับ รัฐก็อุ้มเข้าไป เดี๋ยวก็เงินประชารัฐ เดี๋ยวก็ชิมช้อปใช้ เดี๋ยวก็เยียวยา Covid19
เมื่อสังคมเปลี่ยน บริบทต้องเปลี่ยนหรือไม่ เมื่อลืมตามาดูโลก เต็มไปด้วยข้อจำกัด ที่ผู้ใหญ่สร้างไว้ ประเทศที่เต็มไปด้วยใบอนุญาต ทำอะไรก็ต้อง ลงทะเบียน เมื่อเด็ก มันไปไม่ได้ เจอแต่ข้อจำกัด สังคมยุคใหม่ จึงเต็มไปด้วยปัญหา และก็ด่าว่าเด็ก ที่จริงแล้ว มันโลกคนละใบ รุ่นเราโตมา กับท้องไร่ท้องนา ชนบท แต่เด็กยุคใหม่ 2 ขวบ 3 ขวบ เล่นมือถือค้น Google เล่น YouTube แนะเราอีก สินค้าหาไม่เจอสั่งทางอินเตอร์เน็ตสิ วิสัยทัศน์มันคนละ อย่าง โลกของเด็ก ที่เต็มไปด้วย ข้อมูลและ โลกของดิจิตอล Application แต่กรอบ ที่ผู้ใหญ่ ตีไว้ มันชอบหรือยัง นั่นทำไม่ได้ นี่ก็ห้าม นุ่นก็กฎหมาย ไม่แปลกใจ ที่คนหัวซ้ายวัยรุ่น ขยับการเมือง แล้วได้ใจ เด็กรุ่นใหม่ๆ เพราะผู้ใหญ่พูดคนละภาษา อยู่คนละโลก หรือว่าใครไม่ทันใครกันแน่

บทความจากท้องถิ่น - "เมียฝรั่งโมเดล"

        เมื่อพูดถึงคนอีสานเราจะรับรู้ได้ถึงความมีน้ำอดน้ำทน การกรำงานหนัก การอดทน

ดิ้นรนเอาตัวรอดบนสภาวะอันแห้งแล้งของแผ่นดินภาคอีสาน นอกจากวิถีชีวิตที่น่าทึ่งกว่า

ที่หลายคนเคยคิดเคยเข้าใจเอาเองไปต่างๆนาๆแล้วนั้น "เมียฝรั่ง" นับเป็นอีกส่วนหนึ่งใน

วิถีชีวิตของสาวอีสานที่หลายคนคงพอได้ยินมาบ้าง แล้วที่กล่าวมามันจะเกียวอะไรกับการ

บริหารงาน "ท้องถิ่น" เราจะได้บทเรียนอะไรกับสิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ได้สอนอะไรเราบ้าง

เราจะมาดู ผ่านใจที่เปิดกว้างและทัศนะคติที่เป็นบวกด้วยกัน

        นโยบายแรกๆที่ถูกนำมาสื่อสารทำความเข้าใจเรื่องของวิธีคิด และวิถีชีวิต ตามแนว

ทางแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่ออธิบายถึงวิธีคิด การทุ่มแททั้งกายและใจ เพื่อใช้เป็นตัว

แบบหรือกรณีศึกษาแรกๆที่ถูกนำมาขับเคลือนแนวนโยบายท้องถิ่น "เมียฝรั่งโมเดล" 

มีอะไรน่าสนใจหรือจึงสามารถนำมาเป็นตัวแบบ หรือกรณีศึกษาเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย

ท้องถิ่น เพื่อความเข้าใจร่วมกันเรามาดูเรื่องราวและข้อเท็จริงในทางปฎิบัติกันว่าเขาทำกัน

อย่างไร กว่าจะมาเป็นเมียฝรั่งได้ และมีดีอะไรจึงมีค่านิยมเป็นที่แพร่หลาย

        ในอดีตที่ผ่านมาวิถีชีวิตของคนอีสานนั้นมักอยู่ห่างไกลความเจริญ อยู่ในถิ่นธุรกัน

ดาล การศึกษาก็น้อยเนื่องจากความจำเป็นในการหาเลี้ยงชีพ และช่วยเหลือครอบครัว พอ

เมื่อพูดถึงใครได้ผัวเป็นฝรั่งมักจะมีภาพของความเป็นอยู่ที่สบายมีฐานะดีกว่าชาวบ้านเขา

โดยดูได้จากบ้านปูนแบบฝรั่ง บ้านที่สวยหรูเหมือนในเมืองเขามีกัน ส่วนผู้ที่เป็นพ่อแม่นั้น

ก็จะพลอยสบายไปด้วย เพราะเมียฝรั่งที่เป็นลูกสาวตนก็มักจะส่งเงินมาให้ใช้อย่างเหลือเฟือ

ทุกๆเดือน ส่วนเพื่อนบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันก็ได้รับแรงบันดาลใจแบบเดียวกัน บาง

คนก็ถูกชักชวนโดยเพื่อนกัน ซึ่งเมื่อมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในหัวใจแล้ว สาวอีสานในที่ยัง

ขาดประสบการณ์กลับไม่ย่อท้อต่อหนทางข้างหน้า ด้วยความรู้แค่ประถมศึกษาบ้านนอก

ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นพื้นฐานแรกๆที่จำเป็นไม่ต้องพูดถึงไม่กระดิก ด้วยใจที่แน่วแน่นางจึง

ไปหาหนังสือเก่าของน้องมาอ่าน หาดิกชันเนอรี่มาอ่าน ไปขอให้ครูในโรงเรียนช่วยสอน

หนูหน่อย หนูจะไปหาผัวฝรั่ง พอผ่านไปไม่กี่เดือนหลังเก็บเกียวแล้ว แม้จะยังไม่รู้เรื่อง

ภาษาอังกฤษ บางคนไม่มีกระทั้งเพื่อนฝูงพอเป็นแนวทางคอยแนะนำ ก็ไปออกเดินทาง

ด้วยเงินติดตัวอันน้อยนิด ตรงไปยังแหล่งที่มีฝรั่งพลุกพล่าน "พัทยา" ใช่แล้วที่อยู่ที่กินนั้น

ไม่อยากชักนิด เดินตรงไปหางานตามร้านค้าร้านรวงต่างๆถ้าหายากก็นหางานเป็นเด็ก

เสริฟอาหารตามร้านอาหาร เวลาผ่านไปไม่นานความมุ่งหวังความตั้งใจก็สำเร็จดังหวัง

เดินทางกลับบ้านพร้อมแฟนที่เป็นฝรั่งหัวแดง พร้อมมาลาไปต่างประเทศกับสามี เวลา

ผ่านไป บ้างก็ประสบความสำเร็จสุขสบายส่งเงินมาให้พ่อแม่ได้ใช้ได้สร้างบ้านสมใจ

บ้างก็ล้มเหลวหายสาปสูญไปเลยก็มี นี่เป็นเรื่องราวของ "เมียฝรั่ง" อย่างย่อๆ

        แล้วเราได้อะไรจาก "เมียฝรั่งโมเดล" ประการแรกการมี เป้าหมายที่แน่วแน่ ไม่

เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ประการที่สอง การแสวงหาองค์ความรู้ เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายโดย

ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค์แม้จะมีความรู้แค่ประถมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ก็ตาม ประการที่สาม

การทุ่มแททั้งกายและใจที่เด็ดเดี่ยว พุ่งเข้าชนโดยไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไรทั้งที่ขาด

ซึ่งประสบการณ์และอายุก็ยังน้อยอยู่ ประการที่สี่ ไม่หลงลืมต้วกตัญญู่ต่อบิดามารดา ครอบ

ครัว ในวิถีชีวิตของคนธรรมดานั้นไม่ง่ายเลยที่จะประสบความสำเร็จ ทั้งที่ครอบ

ครัวไม่ได้รำรวย พื้นฐานทางบ้านก็ไม่ได้มีให้ ประการที่ห้า การเริ่มต้นบางอย่างอาจไม่สมบูรณ์

ติดขัดบ้างแต่ชีวิตต้องเดินหน้าค่อยๆหาทักษะความรู้แบบน้ำไม่เต็มแก้ว นี่จึงเป็นกรณีศึกษาที่

สำคัญยิ่งที่จะตอบใครหลายคนในแผ่นดินนี้ที่มุ่งหวังความสำเร็จโดยง่ายๆ หวังโชคลาภลอย ให้

พอได้ศึกษาได้ข้อคิดว่าเหตุใดความยิ่งใหญ่ของคนอีสานนั้นมายังไง และหากเป็นเวทีมวยไทย 

เวทีลูกทุ่ง หรือกระทั่ง "เมียฝรั่ง" โมเดลนี้จึงยิ่งใหญ่และขาดคนอีสานไม่ได้สักที

การบริหารแนวทางสายกลางวิถีพุทธ (โสดาบันโมเดล)

 การบริหารแนวทางสายกลางวิถีพุทธ (โสดาบันโมเดล)

1.            ศรัทธา

1.1      มีศรัทธาต่อองค์กร,วิสัยทัศน์และแนวนโยบายองค์กร

1.2      มีศัทธาต่อวิชาชีพ (ทำการงานไม่เครียดคัด)

1.3      มีศัทธาต่อผู้ร่วมงานบุคคลในสายงาน,ทีมงาน

2.            ศีล

2.1      พูดถูกต้อง (วาจาดังหอกปาก)

2.2      ทำสิ่งที่ถูกต้อง

-                   ยึดหลักคุณธรรม (สิ่งอันเป็นคุณประโยชน์ที่คนในสังคมองค์กรยอมรับ)

-                   ยึดหลักจริยธรรม (ข้อวัตรปฎิบัติที่ถูกต้องที่สังคมองค์กรรับได้)

-                   เข้าใจและรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่อย่างเคร่งครัด

3.            สุตตะ

3.1      มีโลกทัศน์ที่เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น

3.2      อย่ายึดติด เห็นว่าสิ่งนี้จริงสิ่งอื่นไม่

3.3      แสวงหาความรู้ สั่งสมภูมิปัญญาและความเชี่ยวชาญสม่ำเสมอ

4.            จาคะ

4.1      เป็นผู้ให้สิ่งที่ควรให้ แก่บุคคลที่สมควรไม่หวังสิ่งตอบแทน

4.2      เป็นผู้ควรแก่การให้และเป็นที่พึ่งพา ต่อลูกน้องทีมงานและองค์กร

4.3      การทุ่มเทให้ลูกน้องทีมงานและองค์กรอย่างเต็มกำลังความสามารถ

5.            ปัญญา

5.1      เห็นถูกต้อง เห็นภาพรวมและทิศทางองค์กรที่ถูกต้อง

5.2      คิดถูกต้อง รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ เหตุที่มาของปัญหาและปัจจัยความสำเร็จ

ร่วมแบ่งปันความรู้ภูมิปัญญาแก่ลูกน้อง,ทีมงานและองค์กรสม่ำเสมอ

แนวปฏิบัติงานวิถีพุทธ (พละ5)

 พละ 5 แนวทางการปฏิบัติงานทางสายกลาง (โสดาบันโมเดล)

1.           ศรัทธา

1.1 ศรัทธาต่อตนเอง ปณิธานเป้าหมายในชีวิต

1.2 ศรัทธาต่อบทบาทหน้าที่ งานที่ได้รับมอบหมาย

1.3 ศรัทธาต่อเป้าหมายองค์กร นโยบาย วิสัยทัศน์องค์กร

2.           วิริยะ

    2.1      ทำตนให้สมบูรณ์พร้อมต่อการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทำตนให้เป็นภาระต่อองค์กร

    2.2      มีวิริยะต่อหน้าที่การทำงาน ต่อบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

    2.3      มีวิริยะต่อการเสียสละเพื่อส่วนรวม ช่วยเหลือ แบ่งปันสม่ำเสมอ

    2.4      มีวิริยะต่อความดีงาม คุณธรรม จริยธรรม

3.           สติ

3.1 มีสติสัมปชัญญะพร้อมต่อหน้าที่เสมอ

3.2 อย่าคิดว่าสิ่งนี้จริงสิ่งอื่นไม่ ใช้สติใคร่ครวญด้วยเหตุผลเสมอ

3.3 อย่าใช้อารมณ์เหนือเหตุผล มีสติในการปฏิบัติหน้าที่

3.4 มีสติรู้ถึงคุณธรรม จริยธรรม ความดีงามอย่างมั่นคง

4.           สมาธิ

4.1 มีสมาธิจดจ่อต่อหน้าที่ไม่ทำจิตและวาจาให้ฟุ้งไป

4.2 มีสมาธิต่อคำสั่งการมอบหมายงานในหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา

4.3 น้อมนำสติของคนในองค์กรให้อยู่ในทิศทางที่ถูกต้องหากต้องเผชิญกับปัญหา

5.           ปัญญา

5.1 เปิดมุมมองการเรียนรู้ สั่งสมสุตตะอย่างสม่ำเสมอ

5.2 ใช้ปัญญาในการพัฒนาองค์กร และการปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายให้บรรลุผล

5.3 ส่งต่อภูมิปัญญา พร้อมต่อการเป็นผู้ให้และผู้รับที่ดี

ทำไม..ประชาธิปไตยแบบไทยๆจึงไม่ช่วยแก้ปัญหา


ทำไม..ประชาธิปไตยแบบไทยๆจึงไม่ช่วยแก้ปัญหา

ทำไม..!การเลือกตั้งจึงไม่ใช่ทางออก

 

 

                ประเทศไทยวันนี้..ดูเหมือนว่าปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้ามากมายเริ่มพบกับปัญหาใหม่ๆที่ซับซ้อนขึ้นบ้าง ก็ตามนวัตกรรมการเมือง   และมีคลี่คลายไปได้บ้าง ก็ยังดีกว่าช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่ปัญหาต่างๆอันเกี่ยวเนื่องกับการเมืองได้ถูกทับถมเหมือนดินพอกหางหมูมานานนับสิบปี ซึ่งผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้รวมถึงแรงกดดันจากนานาประเทศ ต่างก็ฝากความหวังไว้กับประชาธิปไตย และหัวใจที่สำคัญที่หลีกหนีไม่พ้นคือ  การเลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตยนั้นเอง แล้วเหตุใดการเลือกตั้งจึงไม่ใช่ทางออกของปัญหาให้กับประชาชน ทั้งที่ประเทศไทยก็ผ่านการเลือกตั้งมาหลายสิบปีผ่านกติการัฐธรรมนูญมานับสิบฉบับ

                ถ้าหากเราเข้าใจกลไกลการเลือกตั้งก็จะพบว่าการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยนั้น เปรียบเสมือนการบังคับประชาชนให้ต้องขอบคุณนักการเมืองซะก่อนที่จะทราบว่า ทำไมหรือนักการเมืองได้ทำอะไรไว้ให้พวกเขา เพราะต้องกา X ลงคะแนนเลือกผู้ชนะซะก่อนที่เปรียบเสมือนบังคับให้ประชาชนหาผลลัพธ์ซะก่อน ที่จะทราบว่าเขาจะได้อะไร ทั้งที่ส่วนสำคัญ คือวิสัยทัศน์และคุณสมบัติต่างๆของผู้สมัครที่มิได้ถูกสะท้อนออกมาจริงในกระบวนการๆเลือกตั้ง หากมีแต่แนวนโยบายที่เป็นเพียงคำพูดประชานิยมที่สร้างผลกระทบอย่างมากมาย และประปฏิบัติจริงไม่ได้ซะส่วนใหญ่

 

                จากภาพด้านบนเป็นการจำลองกลไกลการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยของบ้านเราที่ดูง่ายๆว่าหากหวังชัยชนะจากการเลือกตั้งนั้นต้องมีเหตุปัจจัยอันไดบ้างมีส่วนใดเกี่ยวข้องและทรัพยากรใดบ้าง ก็จะพบว่าแม้ผู้สมัครจะประสบกับชัยชนะแล้วก็ตาม เราก็ไม่เห็นว่ามีกลไกลใดจากตัวแบบด้านบนที่ตอบได้ว่านี่ไง..ประชาชนได้รับสิ่งนี้ สิ่งที่ดีสำหรับเขาและลูกหลาน     เพราะการเลือกตั้งเป็นคนละเรื่องกับการทำงานเพื่อประเทศชาติประชาชน เป็นแต่บันใดขั้นแรกที่จะก้าวเข้าไปเพื่อหาทุนรอนสำหรับการเลือกตั้งใหม่ในครั้งต่อไปต่างหาก  หากเปลี่ยนโลกทั้งใบแล้วยังไม่ตอบโจทย์ก็คงต้องกลับมาดูที่ตัวเองแล้วละ กับคำง่ายๆ “จริยธรรม” ของนักการเมือง..

                                                                                                                                                                สมชาย  นามขยัน/

บทบาทท้องถิ่นกับความปลอดภัยในอาหาร..หรือใครที่ควรรับผิดชอบ

 บทบาทท้องถิ่นกับความปลอดภัยในอาหาร..หรือใครที่ควรรับผิดชอบ

เมื่อได้ก้าวเข้ามาในบทบาทของนายก อบต.งานที่สำคัญคือการขับเคลือนนโยบายที่ได้เคยหาเสียงใว้นั้นคือ “เอาความสุขความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนของพี่น้องชาวตำบลลำนางรองเป็นที่ตั้ง” จึงต้องกลับมาดูถึงปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือ ข้อจำกัดต่างๆที่มีอยู่ พอเข้ามาก็ได้มีโอกาสร่วมงานและไปพบปะพูดคุยกับ คกกฯ ของ สสส.ที่ได้มาตรวจโรงเรียนบ้านป่าไม้สหกรณ์ ซึ่งได้รับรางวัลในระดับประเทศจากทาง สสส.และมูลนิธิ มธส. ปรากฏว่าแนวทางส่วนใหญ่สอดคล้องตรงกับในหลายประการ

คำถามคำใหญ่ก็มีอยู่ว่า “อาหารปลอดภัย” ใคร.? คือผู้รับผิดชอบ ปรากฏว่ายังไม่มีหน่วยใหนที่สามารถตอบได้ตรงคำถาม ณ.ปัจจุบันนี้เราต้องยอมรับว่าโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ได้ติดต่อ หรือ NCD นั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและรุนแรงขึ้นทุกปี ถึงขนาดมี บมจ.จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจบริการฟอกไต อื่นๆ แม้อ้างได้ในแง่ปัจจุบันคนเราอายุยืนขึ้น แต่เคยสำรวจห่วงก่อนตายหรือไม่ว่า นอนติดเตียงกี่ปี เป็นผักนานแค่ใหน ช่วยหลือตนเองไม่ได้มากเท่าได ที่เห็นชัดๆคือมีโรงพยาบาลเอกชนจดทะเบียนมหาชนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นตลอดเวลา โรงพยาบาลรัฐเพิ่มตึกผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ส่วนทางกับคำว่า “อาหารปลอดภัย” ใคร..รับผิดชอบ” 

สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างยิ่งประการหนึ่งคือข้อจำกัดด้าน กฎหมาย ระเบียบปฎิบัติ หลายรัฐบาลพยายามอ้างถึงการกระจายอำนาจลงมายังท้องถิ่น แต่ที่เป็นจริงคือไปยุ่งอะไรกับเขาไม่ได้เลยเป็นแค่เพียงทางผ่านของงบประมาณเท่านั้น เรามีลูกหลานเราเก่งคณิตศาสตร์ระดับโลกเหรียนทอง แต่คนไทย “ใช้เงินไม่เป็น” ไม่รู้หลักการออม การบริหารความเสี่ยง กว่า 70 เปอร์เซ็นต์คนไทยมีเงินฝากน้อยก่วา 50,000 บาท เรามีวิชาสุขศึกษา และที่เกี่ยวข้องแต่คนไทยกินไม่เป็น องค์ความรู้ความเข้าใจถึงการบริโภคและพิษภัยผลกระทบมีมากน้อยแค่ใหน ทำไมการเสียชีวิตที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคจึงมีจำนวนมากขึ้นทุกปี

สิ่งที่ผมพยายามขับเคลือนนโยบายก็คือ ประการแรกคือให้มีคำสั่งแต่ตั้ง “สภาอาหารและโภชนาการลำนางรอง” เพื่อให้ได้มีพื้นที่หรือเวทีความร่วมมือในพื้นที่ อบต. ปรากฏว่า “อำนาจ” ยังไม่มี ไปไม่ถึง เพราะเราต้องการภาคส่วนต่างๆมาต่อจิกซอร่วมกันโดยอาศัย องค์ความรู้เฉพาะด้านและกรอบของอำนาจหน้าที่ของส่วนต่างๆเช่น ด้าน การเกษตรปศุสัตว์สหกรณ์, ด้านสาธารณะสุข,ด้านพัฒนาการ, ด้านประมงหรืออื่นๆ อำนาจแต่ตั้งไม่มี แต่ก็ได้รับความกรุณาจากท่านนายอำเภอท่านกรุณาเซ็นต์แต่งตั้งให้ และก็ได้จัดให้มี “ตลาดเขียว” โดยตั้งใจเพิ่มช่องทางการตลาดให้แต่กลุ่มชาวบ้านแท้ๆที่ยังไม่ถนัดการขายมากนักมีช่องทางนำพืชผักที่ปลูกหรือข้างบ้านริมรั้วมาจำหน่ายเพราะพืชผักกลุ่มนี้ “ปลอดสารพิษ” แน่นอน อีกกลุ่มก็เป็นกลุ่มวิสาหกิจต่างๆในพื้นที่ๆมีทุนหมุนเวียนอยู่เดิมอยู่แล้วตกทอดมาราว 40 ปีที่แล้วสมัยช่วงนโยบาย “มิยาซาว่า” เรียกว่ากองทุน “เศรษฐกิจชุมชน” ผลักดันลงไปตามกรอบอำนาจหมู่บ้านละไม่เกินแสนถ้ามากกว่านั้นเกินอำนาจ โดยไม่มีดอกเบี้ย ในขณะที่ความรอบรู้ก็ไม่มากบุคลากรทางด้าน โภชนาการก็น้อยมากนับตัวได้ 

สิ่งเหล่านี้และอีกหลายต่อหลายอย่างก็ฝากผู้เกี่ยวข้อง และมีอำนาจทั้งหลายหันกลับมาดูเถอะครับถึงแม้ท่านจะไม่ได้ยินเสียงบ่น ด่า แต่วาระความยิ่งใหญ่นั้นมีห่วงเวลาจำกัดเสมอ เพราะความยิ่งใหญ่จำต้องมีทุกเม็คคะแนนของผู้คนคอยเกื่อกูลเสมอ เมื่อขึ้นเวทีแล้ว หันกลับมาดูแลพี่น้องลูกหลานเถอะครับ

สันติ  นาวีสัมพันธ์

    นายกอบต.ลำนางรอง

เลือกตั้งทั้งที..มีแค่นี้หรือ

 

เลือกตั้งทั้งที..มีแค่นี้หรือ

            ในห้วงนี้ก็มาบรรจบครบรอบการเลือกตั้งกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งต่างคนต่างพรรคก็พยายาม

หากลยุทธ์มาแข่งขันมาประหัตประหารกันอย่างชนิดไม่ยอมกันหลักๆก็คงมีราวๆ 3 แนวทางคือ

            1.ด้านนโยบายเน้นการลดแลกแจกแถม บางครั้งแฝงมากับสวัสดิการประชาชนฉาบฉวย

ที่เป็นเหมือนภาพจิกซอของนโยบาย แล้วแต่ข้าจะคิดได้บนพื้นฐานเม็ดคะแนนเป็นที่ตั้งโดย

ไม่ได้คำนึงถึงผลระยะยาวทั้งในแง่ของผลกระทบ “การรับจนเคยชินของประชาชน” ทั้งที่แผน

สวัสดิการรัฐก็มิได้มีการเดินอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และแผนระยะยาวว่าสอดคล้องกับเป้าหมาย

หรือไม่อย่างไร

            2.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน การขายฝันต่างๆ ถึงแม้จะอ้างแผนพัฒนาแห่งชาติ

พอมีอำนาจขึ้นมาก็ไมแคล้วขัดต่อนู้นนี่นั้นสารพัดท้ายสุดก็ชะลอ เปลี่ยนสัญญา แก้ไขเพิ่มเติม

สารพัด เพื่อตอบโจทย์ตนหรือเครือขายธุรกิจตน

            3.การโจมตีพรรคคู่แข่ง ประเด็นจุดอ่อนคู่ต่อสู้ โดยเฉพาะพรรคที่มีแนวโน้มชนะการ

เลือกตั้ง หรือมีภาพลักษณ์ดีมีความเป็นไปได้ที่จะได้นั่งนายก ถ้าหากประเด็นไม่พอ กระแสมัน

ไม่ได้ก็ต้องอาศัยกลไกลโซเซียล และการปลุกกระแสวัยรุ่น นักศึกษา ผ่านเครือขาย ครูในรั้ว

มหาลัยลากการเมืองลงถนน ไม่สนวิธีการ

            ที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็อยากบอกว่าได้รับฟังประชาชนแบบจริงจังหรือเปล่า ถ้าชีวิต

ประชาชนตาดำๆต้องตอบโจทย์แค่นี้ ทำได้แค่นี้หรือ ชีวิตความเป็นอยู่ก็สำคัญ นโนบายที่มุ่ง

ตอบสนองต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ มาตรฐานด้านสุขภาพเกณฑ์อยู่ใหน มาตรฐานด้านการศึกษา

แข่งขันได้จริงหรือ ความเหลือมล้ำทางการศึกษาล่ะ หลักสูตรได้มาตรฐานพอหรือยัง ตอบโจทย์

หรือไม่ นโยบายที่มุ่งส่งเสริมจุดแข็งของประเทศในด้านต่างๆละและที่สำคัญได้เดินตามแผนที่

ได้วางไว้ สอดคล้องหรือไม่อย่างไร ไม่ใช่แล้วแต่ข้าดีแล้ว ตอบสนองต่อข้าจึงเอามาใส่ อย่างนี้

คงอายนานาประเทศเขา เพระเขาเรียกว่ามวยวัด หรือมวยกุญขแมก็ไม่ผิดนัก